บันเทิง » ข่าวบันเทิง » 'ปุ๊กโกะ' จากตัวประกอบ สู่แถวหน้าวงการบันเทิง

'ปุ๊กโกะ' จากตัวประกอบ สู่แถวหน้าวงการบันเทิง

Posted : 04/12/2010

เปิดใจ "ดีเจรวยฮา" อ่านเรื่องราวเศร้าน้ำตาคลอของ "ปุ๊กโกะ" เบ้ืองหน้าต้องยิ้ม แต่เบื้องหลังใครจะรู้ว่าปุ๊กโกะจะต้องทำงานเลี้ยงน้อง และแม่ หลังจากพ่อเสียชีวิต ครั้งหนึ่งทั้งบ้านมีเงินเหลือแค่ 30 บาท...


ชีวิต ของคนๆ หน่ึงหากฝันที่จะเป็นสิ่งใดสิ่งหนึ่งแล้ว ย่อมต้องลงมือทำ เช่นเดียวกับชีวิตของ "ปุ๊กโกะ" หรือ นายธนัชพันธ์ บูรณาชีวาวิไล ดีเจชื่อดัง มากอารมณ์ขันของคลื่นวิทยุ 94EFM แต่กว่าจะมาถึงวันนี้ ต้องบอกว่าเส้นทางของปุ๊กโกะ ก็เหมือนเด็กนักศึกษาที่ต้องทำงาน และเรียนไปด้วย จะเรียกว่า "ปากกัดตีนถีบ" หนักหนาก็ไม่ปราน เหตุเพราะเมื่อสูญสิ้นเสาหลักของบ้านอย่าง "คุณพ่อ" ไปตั้งแต่ยังเรียน แต่ยังโชคดีที่มี "คุณแม่" เป็นแรงบันดาลใจให้สู้ชีวิต

กว่าจะมีวัน นี้ของปุ๊กโกะ กว่าจะมาเป็นดารา ดีเจ พิธีกร ที่มาจากความเพียร และความตั้งใจจริงทั้งสิ้น จะเชื่อหรือไม่ว่าครั้งหนึ่ง ทั้งบ้านของเขามีเงินเหลือแค่ 30 บาท นั่นเป็น "แรงฮึด" ให้เขาก้าวออกมาทำงาน เพื่อเลี้ยงครอบครัว นี่คือเรื่องราวเคล้าน้ำตาของดีเจหน้าใหม่ ไฟแรง เต็มเปี่ยมไปด้วยอารมณ์ขันที่หลายคนอาจจะคาดไม่ถึง

"ปุ๊กโกะ" เป็นคนที่ไหน?
จริงๆ แล้วปุ๊กโกะเป็นคนกรุงเทพฯ นี่แหละ คุณพ่อเป็นคนเชียงใหม่ คุณแม่เป็นคนโคราช เกิดที่โรงพยาบาลรามาฯ ที่กรุงเทพฯ นี่แหละ จากนั้นตอนเด็กๆ คุณพ่อส่งไปเรียนที่เชียงใหม่ ก็ใช้ชีวิตอยู่เชียงใหม่ประมาณก่อนเข้าโรงเรียนอนุบาล พอเข้าโรงเรียนอนุบาลเสร็จปุ๊บก็กลับมากรุงเทพฯ มาเข้าเรียนชั้น ป.1 แต่ทุกๆ ปิดเทอมคุณพ่อคุณแม่ซึ่งรับราชการเป็นทหาร เป็นจ่าสิบเอก จะมารับกลับ ชีวิตส่วนใหญ่จะอยู่ในกรมทหารมาตั้งแต่เกิดเลย คุณพ่อเป็นคนค่อนข้างที่จะดุ แล้วก็จะเจ้าระเบียบเพราะเป็นทหาร ส่วนคุณแม่ไม่ดุมาก ส่วนมากจะเข้าข้างเรา ที่บ้านมีพี่น้องทั้งหมด 3 คน  มีปุ๊กโกะ น้องคนกลางที่ห่างกันแค่ปีเดียว แล้วก็มีน้องคนเล็กที่ห่างกัน 7 ปี 


ปุ๊กโกะเป็นลูกคนโต  เรียนหนังสือก็ปกติทั่วไปแต่ตอนแรกที่เราเกิดมาเรารู้ตัวเลยว่าเราไม่ใช่ เด็กผู้ชาย เราคือเด็กผู้หญิงอ่ะ แต่ตอนเกิดมาปุ๊กโกะจะไม่เจอใครเลย เพราะปุ๊กโกะเป็นลูกคนโต แต่พอมีน้องคนกลางเขาเป็นผู้หญิง เราก็รู้สึกว่าเหมือนกันอ่ะ ปุ๊กโกะเรียนกรุงเทพฯ ตั้งแต่ชั้น ป.1 พอปิดเทอมปุ๊บคุณพ่อก็จะจับส่งไปอยู่เชียงใหม่ เหมือนกับว่าคุณพ่อคุณแม่จะต้องทำงานข้าราชการ ก็จะไม่ค่อยมีเวลาดูแล พอช่วงปิดเทอมใหญ่เราก็จะไปอยู่เชียงใหม่แล้ว เป็นอย่างนี้จนกระทั่งจบชั้น ป.6 พอเข้าชั้น ม.1 ก็เรียนโรงเรียนที่กรุงเทพฯ เหมือนเดิม แต่พอเราเริ่มโตแล้ว เรามีน้องสาวคนหนึ่ง เราก็อยู่ด้วยกันที่บ้านได้ อาศัยช่วงปิดเทอมก็หากิจกรรมทำกันคือ วาดรูป เรียนพิเศษอะไรอย่างนี้ค่ะ

ตอนที่เรียนอยู่เคยมีความฝันที่จะก้าวสู่วงการบันเทิงไหม?
วงการ บันเทิง ตอนเด็กๆ ได้ดูในทีวี เราก็เห็นดาราหลายๆ คน จำได้เลยว่าดูเรื่องดาวพระศุกร์ ตอนนั้นจำได้ว่าพี่หนุ่ม-ศรราม เป็นพระเอก พิงกี้ยังเล่นเป็นเด็กๆ อยู่เลย เราก็รู้สึกอยากรู้ว่าทำไมเขาถึงได้เป็นดารากัน ก็อยากรู้ เราก็คิดว่าดาราเขาต้องสวยต้องหล่อแน่ๆ เลย แต่อีกอาชีพหนึ่งที่เราอยากเป็นก็คือนักข่าว ที่อ่านประกาศข่าวตามที่ว่า  เออ...เขาก็เก่งจัง แต่ตอนเด็กๆ ยังไม่คิดว่าอยากเป็นอะไร พอเริ่มโตเรียนชั้น ม.2, ม.3 เริ่มเข้ามหาวิทยาลัยปุ๊บ จริงๆ อยากเป็นตั้งแต่ก่อนเข้ามหาวิทยาลัยแล้ว พออยู่ซัก ม.5, ม.6 ความฝันเริ่มมาแล้ว อยากจะเป็นอะไรก็ได้ที่อยู่ในวงการบันเทิง อยู่เบื้องหลังก็ได้ อยากเจอดารา อยากถ่ายรูปกับดารามากเลย อยู่ในใจแต่ว่าเราไม่เคยบอกกับใคร เดี๋ยวคนอื่นเขาจะคิดว่าเราเพ้อเจ้อ ฝัน มันเป็นไปไม่ได้หรอก เราก็เก็บไว้ในใจ

จนกระทั่งที่โรงเรียนมีงาน ประกวดต่างๆ  คุณพ่อจะไม่สนับสนุนเลย เพราะคุณพ่อเป็นทหารก็อยากจะให้เป็นคนที่เข้มแข็ง ส่งไปเรียนมวยมั้ง ให้ไปเล่นกีฬา ตีเทนนิส ตีแบด เราก็ไม่ชอบเลย ก่อนจะจบชั้น ม.6 คุณพ่อป่วยหนักมาก จากที่บ้านเรามีทั้งหมด 5 คน มีพ่อ, แม่, ปุ๊กโกะ แล้วก็น้องอีก 2 คน คุณแม่ก็ต้อไปดูแลคุณพ่อที่โรงพยาบาล ซึ่งป่วยหนักเป็นเรื้อรังมานานแล้ว จากนั้นคุณพ่อก็เสียชีวิต ปุ๊กโกะก็เริ่มรู้สึกว่าชีวิตเราจะต้องทำอะไรสักอย่างแล้ว เพราะแม่ก็เป็นคนเงียบไปเลย

ถือเป็นจุดพลิกผันในชีวิตเลยใช่ไหม?
ใช่ ค่ะ ปุ๊กโกะก็เลยถามตัวเองว่ามันจะเก็บไว้ในใจไม่ได้แล้ว ตอนนั้นโรงเรียนมีประกวดภาษาไทย เราเองก็ชอบกิจกรรมอยู่แล้ว เพราะเราพูดเก่ง อาจารย์ก็เลยส่งเราเข้าไปประกวดทอล์คโชว์ของโรงเรียน ตอนนั้นเรียนอยู่โรงเรียนสาระวิทยา   ได้ตำแหน่งเลย ตอนแรกประกวดระดับภาคก่อน แข่งกันหลายโรงเรียนมากของภาคกลาง เราก็เหมือนจับพลัดจับพลูมาในวันสุดท้ายแล้วอ่ะ อาจารย์ก็บอกลองดู ตอนนั้นในทีมมี 3 คน ก็มานั่งคิดจะเขียนอะไรกันดี หัวข้อการสร้างสุขด้วยรอยยิ้ม

ปุ๊กโกะเป็นคนพูดขำๆ อย่างนี้อยู่แล้วอ่ะคะ แต่ก็ไม่ได้ขำตลอดเวลา เลยลองไปแข่งดู สรุปว่าแข่งแล้วกรรมการชอบ ก็เลยได้ที่ 1 ของระดับภาคกลางมา จากนั้นเราก็ไปแข่งระดับประเทศ ตอนนั้นเป็นถ้วยพระราชทานจากทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี เราก็คิดว่าไปประกวดก็ไม่เป็นไรถ้าไม่ชนะเราก็เสมอตัว เพราะได้ระดับภาคมาแล้ว เราก็ทำเต็มที่ แต่เราก็คิดแผนใหม่กับเพื่อนว่า เราจะทำยังไงให้มันสนุก แต่งตัวเป็นชุดไทย สรุปว่าประกวดรอบสุดท้ายก็ชนะมาอีกได้ที่ 1 ระดับประเทศ ได้ถ้วย ได้เงินมา 30,000 บาท ตอนนั้นร้องไห้เลย เพราะไม่คิดว่าตัวเองจะได้เงินก้อนเยอะขนาดนั้น ตอนเด็กๆ เงิน 1,000-2,000 บาท หามาได้ก็ภูมิในแล้วนะ 

ด้วยความเป็นข้าราชการของพ่อแม่ก็ไม่ ได้รวยมาก ฐานะปานกลาง ตอนนั้นเราได้มา 10,000 บาท ก็เอาให้แม่ไว้ แล้วบอกกับแม่ว่านี่คือเงินก้อนแรกที่ปุ๊กโกะหามาได้ แม่ก็บอกเอาไปเถอะ ให้เรากลับคืนมา แม่ก็รู้สึกแฮปปี้นั่นแหละ แต่แม่เขาแสดงสีหน้าอะไรไม่ได้มาก เพราะเขาเพิ่งสูญเสียคุณพ่อไป จริงๆ ครอบครัวเราไม่ได้ลำบากเลย คืออยากได้อะไรก็ได้  อยากทำไรก็ทำ แต่ช่วงที่คุณพ่อไม่สบายใช้เงินเยอะมาก จริงๆ ข้าราชการจะเบิกได้ แต่ว่าคุณพ่อเบิกไม่ได้ เพราะคุณพ่อเป็นมะเร็งในเม็ดเลือด ตอนนั้นที่บ้านใช้เงินมาก คุณแม่ต้องหยิบทองที่อยู่ในกระป๋องนมสังกะสีออกมาขายจนเกือบหมดเลย ที่ดินจากที่เคยมีเยอะมากเขาก็ขาย เด็กๆ เราก็ถามแม่ไม่เสียดายเหรอ แม่เขาบอกเขาไม่เสียดาย เพราะว่าคุณพ่อเป็นคนที่อยู่กับคุณแม่มาตลอด


จน กระทั่งวันหนึ่งด้วยความที่เราเป็นพี่คนโต จุดหักเหชีวิตคือทั้งบ้านมีเงินเหลืออยู่แค่ 30 บาทเองอ่ะ มันทรมานมากเลย  แต่ปุ๊กโกะไม่บอกน้อง เราเป็นพี่เราก็จะเอาเงินที่เราเก็บไว้เอาให้น้องไปโรงเรียนทุกวัน แล้วคุณแม่ก็จะต้องซื้อตั๋วรถ คือคุณแม่เขาขับรถไม่เป็น ที่บ้านจะจอดรถไว้เฉยๆ แม่ก็จะซื้อตั๋วรถเมล์ไปกลับ 30 บาท คือมันจะเป็นตั๋ววัน เพื่อที่จะขึ้นรถไปหาพ่อที่โรงพยาบาลรามาฯ ตอนนั้นคุณแม่ไม่มีเงินเลยสักบาทเดียว แม่เล่าให้เราฟังว่าพอไปถึงข้าวของคนป่วย ตอนเช้าคุณพ่อจะยังไม่ได้กินเพราะกินไม่ไหว พยาบาลก็จะมาเก็บ เขาก็บอกว่าไม่ต้องเก็บซึ่งคุณแม่จะมากิน ส่วนตอนบ่ายเขาก็กินกันอยู่สองคน พยาบาลก็มาเล่าให้เราฟังด้วย คือรู้แล้วเราก็รู้สึกว่าเราต้องทำอะไรสักอย่างแล้ว ตอนที่เราประกวดได้เงินมาเยอะ เราก็เอาเงินให้แม่ เพราะว่าแม่ลำบากมาเยอะแล้ว

ตอนนั้นแม่ทำงานอยู่ไหม?
ทำงาน อยู่ค่ะ ตอนนั้นแม่ก็รับราชการนี่แหละ แต่เขาก็ซึม ที่บ้านเนี่ยเป็นครอบครัว ข้าราชการ ก็ยังอยู่ในกรมอยู่ พอได้เงินหมื่นมาก็เหมือนต่อยอดให้ตัวเอง จุดนั้นเป็นแรงบันดาลใจให้กับเรา


จุดเริ่มต้นในวงการบันเทิง?
พอ เริ่มเข้าเรียนมหาวิทยาลัยปี 1 รุ่นพี่ที่เรียนคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เวลาเขามีงานแคส เขาก็จะให้เราไปเป็นเอ็กซ์ตร้าเป็นอีเว้นท์ ให้เงินประมาณ 500-1,000 บาท เราก็จะไปหมด แล้วเราก็เลือกที่จะไปอยู่ชมรมการละครด้วย เพื่อเป็นการต่อยอดว่าอย่างน้อยเราเข้าคณะนิเทศศาสตร์ เรารู้แล้วว่าเราต้องทำงานในด้านบันเทิง แต่เราจ้องทำกิจกรรมเพื่อให้เรารู้จักคนเยอะๆ จนกระทั่งเรียนมาก็มีงานเข้ามาเรื่อยๆ จนไปเป็นตัวประกอบหนังเรื่องหนึ่ง เป็นหนังของจีทีเอช เรื่องบิวตี้ฟูล บ๊อกเซอร์ เขาก็จ้างไปด้วยเงิน 400-500 บาท อยู่ทั้งคืนเลยนะพี่ เราก็ต้องแต่งตัวเป็นกะเทยผมสั้น หน้าม้า แล้วตบมือเชียร์น้องตุ้มในเรื่อง ก็คือหนูเอง ตอนนั้นก็เรียนอยู่ประมาณปี 2 เรียกได้ว่ามาจากตัวประกอบเลย  ตอนนั้นจำได้ว่าเข้ากองประมาณ 11.00 น. เลิกเอาตอนตี 4 ค่าตัวประมาณ 500 บาท เราก็ดีใจที่ได้ออกหนังด้วยอ่ะ แค่ 5 วินาทีเอง แต่คนจำเราได้หมดเลยอ่ะ อุ๊ยเริ่ดจังเลยอ่ะ ดีใจมากเลย ตอนนั้นเราก็คิดว่าเอาล่ะ อย่างน้อยเราก็ได้ออกหนัง เบื้องหลังที่เขาเก็บมาก็มีเห็นเราด้วย เราก็ดีใจจังเลย แล้วก็ทำไปเรื่อยๆ เรียนไปทำงานไป 

จนกระทั่งช่อง 7 เปิดประกวดเรียลลิตี้ที่ชื่อว่า "คุณลิขิต" จะมีซีซั่นแรกเป็นนางแบบไม่ใช่เราแน่นอน ซีซั่นที่ 2 ค้นหาพระเอกนางเอกใหม่ก็ไม่ใช่เราอีก จนกระทั่งซีซั่นที่ 3 เป็นนักเต้นเราก็ชอบเต้นแต่ว่าถ้าเราไปเราก็แพ้เขาอยู่แล้ว พอซีซั่นที่ 4 ปุ๊บ ค้นหาดาวตลกมันมาถึงล่ะ มันคือสิ่งที่เราเหมาะ เราก็ไปบอกแม่ ว่าที่ช่อง 7 มีประกวดคุณลิขิตค้นหาดาวตลกนะ เดี๋ยวพรุ่งนี้แม่ปลุกนะ 8 โมงเช้าแม่ไปส่งหน่อย คือต้องบอกเลยว่าจุดเริ่มตนตรงนั้นมาจากคุณแม่ และครอบครัวจริงๆ ถ้าไม่ใช่แม่นะปุ๊กโกะไม่มีวันนี้แน่นอนคอนเฟิร์มเลย ตอนเช้า 8 โมงแม่มาปลุก เอ้าตื่นๆ จะไปช่อง 7 ไม่ใช่เหรอ เราก็บอกไม่ไปแล้วแม่ขี้เกียจ เด็กอ่ะอยากนอน แต่แม่บอกไม่ได้ต้องไป ก็ปลุกๆๆ เราก็ไป โอ้โห ไปถึงปุ๊บคนเยอะจังเลยอ่ะ ทำไมคนมาประกวดตลกเยอะจังเลย ตอนนั้นหนูก็เป็นแค่เด็กมหา'ลัย เราก็ไม่รู้เรื่อง แต่งตัวก็ไม่เป็น เสื้อสีเหลือง กางเกงสีแดง อะไรก็ไม่รู้ตลกๆ เพราะเราเรียนมหา'ลัยเราก็เซอร์ๆ ปล่อยตัวเอง

พอ ไปสมัครปุ๊บได้คิวที่หลายร้อยเลย ประมาณ 200- 300 เนี่ย เขาก็แคสกันไป จำได้เลยคนที่มาแคสเนี่ยข้าวกล่องที่มีให้ยังไม่เพียงพอ หนูจำได้เลยว่าต้องเดินไปหน้าช่อง 7 กินก๋วยเตี๋ยวตอน 20.00-21.00 น. ก็ยังไม่ได้แคส จนคนอื่นเขากลับหมดแล้ว ก็ถอดใจอ่ะแต่หนูคิดในใจว่ามาแล้วอ่ะ ถ้ากลับก็เสียค่าแท็กซี่ หนูเป็นคนงก ถ้ากลับมันก็เสียค่าแท็กซี่เท่ากัน เราเลยอยู่ต่อประมาณ 22.00-23.00 น. เราก็ได้ไปแคส สรุปว่าตอนนั้นเป็นคุณลักษณ์, อารอง แล้วก็อาศรีหนุ่ม เป็นคนกดไฟ มีกรรมการ 3 คน ถ้าเกิดไฟเขียว 2 อันคือผ่าน ตอนนั้นหนูเล่นอะไรก็ไม่รู้อ่ะ คิดไม่ออก เพราะไม่ได้เตรียมอะไรไปเลย หนูก็เลยเอาล่ะ หนูจำได้ว่าสมัยก่อน ตอนที่อยู่ในกรมนอกจากคุณแม่จะรับราชการแล้ว อาชีพเสริมคือทุกวันจันทร์,  พุธ และศุกร์ จะมีตลาดนัด แม่หนูขายน้ำ ร้านตรงข้ามเขาขายปลาสลิด เขาก็บอกเอ๊า ตรงนี้มีปลาสลิดจ้า ปลาสลิดบางบ่อ หนูก็บอกจริงเหรอ บางบ่อจ้าบางบ่อ บางบ่อก็อร่อย บางบ่อก็ไม่อร่อย หนูก็ขำ อุ๊ยทำไมคนขายปลาสลิดคนนี้มุกเยอะจังเลย หนูก็เก็บเอามุกเนี่ยไปเล่น

หนู ก็บอกว่าที่บ้านรับราชการ แต่คุณแม่มีอาชีพเสริมนะคะ ขายปลาสลิดบางบ่อนะจ๊ะ อร๊อย อร่อย จ้า คนมาซื้อกลับไปกันใหญ่เลย พอซื้อเสร็จแล้วเอามาเขวี้ยงหน้าแล้วบอกว่า ปลาลิดบางบ่ออะไรไม่เห็นอร่อยเลย เอ๊าก็บางบ่อจริงๆ บางบ่อก็อร่อย บางบ่อก็ไม่อร่อย ตอนนั้นกรรมการเขาขำ กดไฟเขียวให้ 3 ดวงเลย หนูก็เฮ้ยดีใจอ่ะ เขาจะคัดจาก 600 คน ให้เหลือ 60 คน หนูก็กะว่าเอาว่ะ ผ่านวันนี้แล้วจะได้ออกทีวีแล้วช่อง 7 จะผ่านไม่ผ่านช่างมัน เราอาศัยขำไว้ก่อน เอาให้ได้ออกทีวี ไม่ได้เข้ารอบต่อไปก็ไม่เป็นไร สรุปพอไปคัดจาก 60 ให้เหลือ 30 เราก็เข้ารอบ 30 อีก แล้วก็ผ่านมาเรื่อยๆ ก็แบบ เฮ้ยเข้ามาถึงรอบ 30 คนแล้ว ตอนนี้เริ่มจริงจังแล้ว เริ่มแบ่งกลุ่มไปเรียน พอเรียนไปเรียนมาเรื่อยๆ หนูตกใจอ่ะ เราติด 1 ใน 8 ซึ่งหนูไม่เคยคิด พอจาก 8 เหลือ 4 คน หนูอยู่ใน 4 นั้นอีก เงินอยู่ในมืออุ่นๆ ล่ะ 50,000 บาท แต่ถ้าได้ที่ 1 ก็รับไปเลย 100,000 บาท


หนูบอกตัวเองว่าหนูอยากได้ที่หนึ่งนะ คนอื่นเขาก็จะบอกว่าไม่หวังหรอก หนูไม่เชื่อหรอก ตอแหล เพราะทุกคนก็หวังที่ 1 หมด ขนาดปุ๊กโกะอ่ะยังหวังที่ 1 เลย แต่นึกในใจว่าไม่ได้ก็ไม่เป็นไรว่ะ ประกาศที่ 4 ไปแล้วคนอื่นปุ๊บเฮ้ยที่ 3 ก็ได้ แต่ที่ 3 ประกาศไปแล้วเอ้า เหลืออีก 2 คน คือหนูต้องที่ 1 และที่ 2 แน่ๆ แต่ปุ๊กโกะคิดว่าอีกคนหนึ่งเขาเก่งมาก วันแรกที่ปุ๊กโกะเข้ามาไม่มีอะไรเลย แค่เหมือนเป็นคนที่อารมณ์ขัน แต่ตั้งใจเรียน ครูสอนแอกติ้งเข้าทุกคลาส เขาสอนอะไรตั้งใจ จดๆๆๆ  เราพยายามที่จะพัฒนา เราก็บอกกับตัวเองว่าเราจะได้ที่ 1 หรือที่ 2 ก็ไม่เป็นไร เราถือว่าเราประสพความสำเร็จแล้ว สรุปพอประกาศผลปุ๊บได้ที่ 2 ได้ 50,000 บาท โอ้โหดีใจมากเลยพี่ นึกในใจโอ้ฉันรวยแล้วจ้าอยู่ปี 3 มีเงิน 50,000 บาท จะมีใครมีเงินเท่าฉันมั้งก็แบ่งให้แม่ส่วนหนึ่ง เก็บไว้จ่ายค่าเทอมส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งเก็บเอาไว้ทำตัวเองสวย หลังจากนั้นก็ทำให้มีก้าวต่อไป จากนั้นพี่จาตุรงค์ มกจ๊กเห็นก็เลยเรียกไปแคสเรื่องตั๊ดสู้ฟุด เราได้เล่นก็ฮือฮาอีกเราก็เรียนจบพอดี อยู่ปี 4 ฝึกงานที่จีทีเอช

ชื่อ "ปุ๊กโกะ" มาจากไหน แล้้วมาจับคู่ "ต้นหอม" ได้ไง?
หนู ใช้ชื่อนี้มานานแล้วตั้งแต่สมัยก่อน คือเรียนมัธยมมี "ปุ๊ก" เยอะมาก คนโน้นก็ปุ๊ก คนนี้ก็ปุ๊ก ซึ่งเราคิดว่าจะต้องแตกต่าง หนูคิดว่า ฉันจะต้องแตกต่างจากคนอื่น หนูก็เลยคิดว่าชื่ออะไรดีน้า ชื่อน่ารักๆ ตอนนั้นญี่ปุ่นกำลังมาแรง ปุ๊กคุงไม่ได้  เป็นผู้ชายไป ปุ๊กจัง อุ๊ยไม่ได้นะสมมติเขาด่า ปุ๊กโกะ เอ้อ ปุ๊กโกะ ชอบๆ เราก็เลยชื่อนี้ตั้งแต่นั้นมา แต่คนอื่นเขาจะเรียก บุ๊กโกะมั้ง มุ๊กโกะมั้ง หลายๆ คนจะเรียกชื่อผิด แต่เราดีใจนะที่เขาจำเราได้ ยังไงก็คือตัวเรา เขาจะเรียกว่าอะไรก็แล้วแต่  คือวันนี้เราดีใจว่าเราเป็นคนที่เขารู้จัก พอเล่นตั๊ดสู้ฟุด ฝึกงานที่จีทีเอชเสร็จ ก็มาเป็นนักข่าวบันเทิงที่ไทยคม เป็นนักข่าวบันเทิงคนแรกของที่นั่น แล้วเราก็เพิ่่งจบเลยด้วย เขาก็เพิ่งเปิดใหม่ เราฝึกงานเสร็จ 3 วัน เราได้งานทำเลยพี่

พอทำได้ สักปีหนึ่งก็มีรายการของทรูอินไซด์ จะทำเกี่ยวกับการเม้าท์ดารา แต่ต้องการคนที่แตกต่างจากทั่วไป ซึ่งหนูบอกได้เลยว่าตอนนั้น เป็นรายการที่เม้าท์แล้วเอากะเทย เก้ง กวางมาเม้าท์เป็นรายการแรกแน่นอน เพราะไม่มีรายการที่ไหนทำเลย ชื่อรายการเอนเตอร์เทนเม้าท์วีคลี่ มีปุ๊กโกะ, พี่นุ้ย, พี่โซบี และพี่น้ำ ตอนนั้นเข้ามาคนพูดถึงเยอะ กระแสดีมาก พอทำได้แป๊บหนึ่งรายการเราต้องหยุดเพราะมีเอเอฟเข้ามา ตอนนั้นก็มีผู้จัดจำได้ หลังจากที่รายการหยุดไปเราก็มาทำเรียลลิตี้ ค้นหาตลกหน้าใหม่ ซึ่งหนูก็ไปสมัครอีก

สรุปเข้ารอบเข้ามา พอไปที่ช่อง 3 ผู้จัดก็จำได้ พอวันหนึ่งก็มีโทรศัพท์จากเอไทม์โทรมาบอกว่าผู้ใหญ่จะให้เราลองมีทำเดโม่ดู พอมาทำปุ๊บครั้งแรกต้นปีเงียบ เราก็คิดว่าคงไม่ได้แล้วแหละ สรุปเรียกไปอีกปลายปี เขาบอกจะทำรายการใหม่ ต้องมีดีเจใหม่ แบบเม้าท์ข่าวบันเทิงเอาแบบสไตล์หนู แล้วหนูก็ได้ทำกับพี่ต้นหอม มาทำเทปครั้งแรกด้วยกัน 15 นาที สนุกมาก ดีมาก แล้วหนูก็เดินไปบอกโปรดิวเซอร์ เพราะถ้าหนูไม่เดินไปบอกเขาโอกาสก็คงจะไม่มาหาเรา เราก็บอกว่าพี่ขาเทปนี้สนุกมาก ดีมากค่ะ แล้วเขาก็หัวเราะ พอฟังไปฟังมาหนูแทบช็อคอ่ะ

เขาโทรมาบอกว่าดีใจด้วยปุ๊กโกะ จะได้เป็นดีเจที่อีเอฟเอ็ม หนูร้องไห้ กรี๊ด กรี๊ดๆๆๆ จนแม่ตกใจว่าเป็นอะไร หนูก็บอก แม่หนูจะได้เป็นดีเจที่อีเอฟเอ็มแล้ว เชื่อไหม ตอนนั้นหนูอยู่ปี 2, ปี 3 ทุกเช้าหนูจะต้องเปิดมาฟังรายการแฉแต่เช้า แล้วเวลาหนูเข้าห้องน้ำหนูก็จะพูดเป็นดีเจ คุณกำลังอยู่กับปุ๊กโกะที่นี่ 94อีเอฟเอ็ม หนูพูดทุกวันเลยพี่ แล้วเราก็จะแกล้งทำเป็นว่ามีเซเลบมาอัดเสียง ตอนนี้คุณกำลังอยู่กับโก๊ะตี๋นะคะที่ 94อีเอฟเอ็ม ตอนนี้คุณกำลังอยู่กับแอน ทองประสมนะคะที่ 94อีเอฟเอ็ม แล้วหนูท่องสโลแกนได้ด้วยพี่ พอหนูเข้าอีเอฟเอ็มบอกว่าสโลแกนไม่ต้องจ๊ะ ฉันจำได้จ๊ะ 94อีเอฟเอ็มเกรซก็อตซิปเกรซมิวสิค คลื่นบันเทิงอันดับหนึ่ง คลื่นแรก และคลื่นเดียวในประเทศไทย

เพราะฝึกพูดมานานมาก เรารู้สึกดีใจจังเลยอ่ะ ได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่ง เป็นคลื่นที่หนูใฝ่ฝันแล้วหนูก็ได้ทำอ่ะพี่ คือที่ผ่านมาทุกอย่างที่เคยผ่านมาในชีวิตหนูโชคดีตรงที่ว่าผู้ใหญ่มองเห็น แล้วให้โอกาส ถ้าไม่มีโอกาสจากผู้ใหญ่ปุ๊กโกะจะไม่ได้มาถึงจุดนี้ จนวันนี้มายืนจุดนี้ถามว่ามันสูงสุดไหมมันเกินความฝันไปแล้วพี่ แต่ถามว่าปุ๊กโกะก็ยังเป็นคนเดิมไหม เหมือนเดิมเดินตลาดนัด กินข้าวแกง ซื้อโน้นซื้อนี่ เหมือนเดิมทุกอย่าง แต่แค่มีเรามีผลงาน เวลาเราไปไหนมาไหนมาคนทักเรา อุ๊ย  ปุ๊กโกะเล่นละครเรื่องนี้สนุกมาก ระบำดวงดาวนะเล่นดีมากเลย แฝดนะยะเล่นน่ารักมา เล่นดี เราก็คิดในใจ ดีใจที่ทำให้เขารู้สึกสนุก

แล้วแม่เราว่ายังไงบ้าง?
แม่ หนูไม่ค่อยชมลูกน่ะ แม่หนูต่างจากแม่คนอื่นตรงไหนรู้ป่ะ ดูละครแต่ไม่เคยชมเลย สมัยก่อนตอนหนูเรียนหนูไม่ค่อยได้กลับบ้านชอบอยู่หอกับเพื่อน ก็จะโดนเม้าท์ว่าเนี่ยติดผู้ชายมั้งแหละ มันเรียนไม่จบหรอกโน้นนี่นั่น แม่ก็จะไม่เล่าให้ฟัง แต่เราคุยกับน้องสาว เขาก็จะบอกข้างบ้านเม้าท์นะ เราก็โกรธ แม่ทำไมไม่ว่าเขา แม่ก็บอกไม่เป็นไรหรอกปล่อยเขาไป แม่หนูจะเป็นคนที่คิดบวกเกินไปซึ่งผิดกับหนู หนูเป็นคนที่แบบบอกตัวเองว่าหนูจะยังไม่ตอบโต้ แต่วันหนึ่งระยะเวลามันจะตอบโจทย์ทุกอย่างว่าเราเป็นแบบไหน

วันที่ หนูเรียนจบคนยังไม่เชื่อเลยว่าหนูจบแล้ว หนูรับปริญญา หนูได้ใบประกาศมา ทุกคนไม่เชื่อเลย เพราะหนูไม่เคยกลับบ้าน แล้วเขาก็จะบอกอีลูกบ้านนี้ไม่กลับบ้านเลยทั้งพี่ทั้งน้อง น้องสาวหนูก็ไม่ค่อยอยู่บ้าน แต่เรียนจบหมดแล้ว รับปริญญาหมดเลย แล้วเกรดดีด้วยน้องสาวหนูดื้อกว่าหนู จนกระทั่งเรามีงานดีๆ มันมาชัดเจนตรงที่เราเป็นดีเจ แล้วเริ่มมีงานๆ เข้ามา แล้วก็มาเล่นระบำดวงดาวคนเห็น เอ้านี่ลูกบ้านนี่หนิ อ๋อมาเป็นตัวประกอบบอกแม่อย่างนี้อีก


หนูบอกแม่ตัวประกอบมันจะไม่มี ขึ้นชื่อ ขึ้นเครดิตนะ ปุ๊กโกะเป็นหนี่งในนักแสดง แม่ก็บอกไม่รู้จะอธิบายว่ายังไง ก็ปล่อยเขาเม้าท์ไป จนกระทั่งพอระบำดวงดาวจบปุ๊บ แฝดนะยะมานะจ้า ทีนี้คนขี้เม้าท์มันก็ต้องหาเรื่องว่า ไปเล่นได้ยังไง แต่หนูเป็นคนที่ไม่ตอบคำถามคนอื่น แต่แม่หนูก็จะเงียบๆ ถามว่าแม่ละครสนุกมั๊ย แม่ก็บอกอืมสนุกดี แต่หนูเชื่อว่าเขาภูมิใจอยู่ในตัวเองว่าหนูทำได้ ที่เขาไม่ชมคือเหมือนกับว่าไม่อยากให้เหลิง แม่จะไม่ค่อยอยากออกสังคมเพราะเข้าเขิน จนกระทั่งได้ออกงานอีเอฟเอ็ม พาแม่ไปขายของด้วย บอกไปเลยแม่มาด้วยกัน แม่บอกเขิน จะเขินทำไมก็แม่เป็นแม่ปุ๊กโกะนี่ มาเปิดตัวเนี่ยคนเข้าจะได้เห็นว่านี่แม่นี่ลูกกัน หนูแต่งตัวให้แม่ เพราะแม่เป็นคนที่เชยๆ แต่ตัวไม่ค่อยเป็นน่ะคะ


ทุกวันนี้เขาก็ภูมิใจแหละ หนูก็เหมือนกับเป็นกำลังสำคัญ เพราะตอนนี้น้องคนเล็กก็เข้าเรียนปี 1 เรียนการแสดง ชอบแอกติ้งเหมือนกัน เขาสอบติดศิลปกรรมศาสตร์เอกการแสดง ตอนนี้เราเป็นกำลังที่ดูแลคุณแม่แล้วก็น้อง แต่คุณแม่เขาก็มีเงินของเขาอยู่แล้วแหละ เวลาเราเม้าท์ดาราแม่ก็จะมากระซิบถามว่าคนนี้จริงเหรอ เป็นยังงี้จริงๆ เหรอ เพื่อนแม่ฝากมาถามว่ามันจริงหรือปล่าว เราก็บอกแม่บางข่าวเราเม้าท์ไม่ได้นะ เราต้องพูดกันในบ้าน แม่เป็นทั้งแรงบันดาลใจเป็นทุกอย่าง  แต่จะไม่ค่อยแสดงออก

ฝากถึงรุ่นน้องที่กำลังก้าวเข้ามาเหมือนเรา ในตอนที่ไม่มีทางออก?
สำหรับน้องๆ ทุกคนเลยนะคะ ไม่ว่าจะเรียนหนังสืออยู่ หรือกำลังจะเข้ามหาวิทยาลัยนะคะ ชีวิตในมหาวิทยาลัยแตกต่างจากมัธยม เพราะฉะนั้นทำให้สิ่งที่เราต้องการ ทำในสิ่งที่เราฝัน​แล้วต้องทำในสิ่งที่ดี ไม่ผิดกฎหมาย​ทำแล้วคนรอบข้างมีความสุขก็ทำไปเถอะ คนบางคนชอบบอกว่าฝันให้ไกลแล้วไปให้ถึง แต่ยังไม่ได้ลงมือทำ แต่ปุ๊กโกะคิดว่าสิ่งที่เตือนตัวเองจนถึงทุกวันนี้คือเราวิ่งค่ะ ถึงแม้เราจะวิ่งอยู่ข้างหลังคนอื่นเขา แต่เวลาเราเหนื่อยเราหยุด ห้ามล้ม​เพราะถ้าเราล้มคนข้างหลังก็จะเหยียบเราอยู่ดี แต่ถ้าวันไหนคุณเหนื่อยแล้วคุณหยุดปุ๊บแล้ววิ่งต่อไป ถึงจะถึงเส้นชัยทีหลัง แต่คุณก็ถึงเส้นชัยที่สวยงาม ขอให้ตั้งใจ และมุ่งมั่นในสิ่งที่ตัวเองอยากจะทำ ค่อยๆไป  ถึงช้าแต่ก็ถึงเหมือนกัน.

 

 

 

บันเทิงอื่นๆ
TOP 10 ข่าวในรอบ 7 วัน
อัลบั้มภาพเด็ดๆ
คลิปไฮไลท์
    เกมส์
    Popular Matches:
    Soccer:
    Odds:
    คำนำเว็บ - - ติดต่อเรา - - ผลรายงานผิด - - ติดต่อโฆษณา - - Top
    เวบไซด์นี้สงวนลิขสิทธิ์โดย www.7mth.com Copyright © 2003 -
    หมายเหตุ: 7m เป็นเว็บที่ให้บริการข้อมูลต่างๆ ด้านกีฬา หากเนื้อหา และโฆษณา ส่วนใดก่อให้เกิดความขัดแย้ง และผิดพลาด ทาง 7m จะไม่รับผิดชอบกับความเสียหายใด ๆ ที่เกิดขึ้น