ผลคะแนนและราคา 2 in 1 คะแนนในการแข่งสด ผลการแข่งขัน ตารางการแข่งขัน อัตราต่อรอง Match Center ข้อมูล โปรแกรมทีวี คะแนนบาสเก็ตบอล
ฟุตบอล » ลีกคัพอื่นๆ » 10 นักเตะดวงแตกอดเล่นรอบชิงฯ

10 นักเตะดวงแตกอดเล่นรอบชิงฯ

Posted 16/02/2011 by siamsport

        บางครั้งโชคชะตาก็เล่นตลกกับหลายๆคน อย่างนักเตะบางคนที่โชว์ฟอร์มได้อย่างสุดยอด และเป็นกำลังสำคัญของทีม แต่สุดท้ายดันไม่ได้เข้าไปเล่นในรอบชิงชนะเลิศ รายการสำคัญเนื่องจากติดโทษแบน หรือไม่ก็ได้รับบาดเจ็บ เรื่องนี้มีให้เห็นอยู่เป็นประจำ ลองมาพิจารณาดูกันซิว่าแข้งคนไหนที่ดวงแตก และน่าเห็นใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแบบนี้บ้าง


10. วาเลนติน อิวานอฟ - ชิงเหรียญทอง โอลิมปิก เกมส์ 1956  
       อิวานอฟ ซึ่งชื่อและสกุลเหมือนกับผู้ตัดสินยูฟ่าชื่อกระฉ่อน เป็นหนึ่งในสตาร์ของทีมชาติสหภาพโซเวียต และรัสเซีย (ยูเอสเอสอาร์) ในชุดที่ร่วมแข่งขันโอลิมปิก เกมส์ ที่เมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย  เขาเป็นผู้เล่นคนสำคัญที่นำทีมปราบ เยอรมันตะวันตก 2-1 ในรอบแรก และยิงประตูในเกมรอบก่อนรองชนะเลิศเอาชนะ อินโดนีเซีย อย่างไรก็ตาม อิวานอฟ ดันมาดวงแตกได้รับบาดเจ็บในเกมรอบรองชนะเลิศสุดมันกับ บัลแกเรีย แถมช่วงเวลานั้น โซเวียต เปลี่ยนตัวหมดแล้ว ทำให้พวกเขาต้องเล่นโดยมีนักเตะเพียง 10 คนเท่านั้น คิดดูแล้วกันขนาด นิโกไล ทิสเชนโก ยังต้องอยู่ในสนามทั้งที่กระดูกไหปลาร้าหัก

       อิวานอฟ หมดสิทธิ์เล่นรอบชิงชนะเลิศ อย่างไรก็ตาม โซเวียต ยังคงแข็งแกร่งและสามารถเฉือน ยูโกสลาเวีย 1-0 แม้จะได้เหรียญทองมาครอบครอง แต่ยอดนักเตะเลือดหมีขาวยังอดเสียดายไม่ได้เพราะอุตส่าห์โชว์ฟอร์มโดดเด่นมาตลอดตั้งแต่รอบแรก สุดท้ายไม่ได้โชว์ผลงานหนึ่งในนัดสำคัญที่สุดในชีวิตพ่อค้าแข้งของเขา

 

 

9. เดนิส ลอว์ - ยูโรเปี้ยน คัพ รอบชิงชนะเลิศ 1968  
       ในปี 1968 แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ได้ทะลุเข้าไปเล่นในรอบชิงชนะเลิศ ยูโรเปี้ยนส์ คัพ ครั้งแรก แต่ เดนิส ลอว์ ดันมาเจ็บหัวเข่า นั้นก็หมายความว่า "ราชัน" แห่งถิ่นโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด อดโชว์ลีลาสตั๊ดเหินหาวที่สนามเวมบลีย์ ในเกมดวลกับ เบนฟิก้า อาการบาดเจ็บสร้างปัญหาให้กับเขาอย่างหนัก และทำให้เจ้าตัวไม่ได้เล่นรอบรองชนะเลิศกับรอบชิงฯ อย่างน่าเสียดาย เขาต้องฉีดโคติซอล(ยาระงับปวด)ทุกครั้งที่เจ็บ แต่ก็ยังฝืนเล่นทั้งที่เจ็บหัวเข่า ซึ่งสร้างความเสียหายในระยะยาว ในรอบชิงชนะเลิศ ไบรอัน คิดด์ (ตอนนี้เป็นมือขวาของ โรแบร์โต้ มันชินี่ กุนซือ แมนเชสเตอร์ ซิตี้) ได้ลงเล่นแทนเขา ในวันเกิดครบรอบ 19 ปี คิดด์ ยิงประตูที่สี่ปิดกล่องให้ "ปีศาจแดง" ถล่ม เบนฟิก้า สบายเกือก 4-1 คว้าแชมป์ไปครองอย่างยิ่งใหญ่ ซู้ดยออออด

 

 

8. อาร์ชี่ เกมมิลส์ - รอบชิงชนะเลิศ ศึกยูโรเปี้ยน คัพ 1979
        เกมมิลล์ เป็นนักเตะที่ ไบรอัน คลัฟ ตำนานผู้จัดการทีมผู้ล่วงลับชาวอังกฤษ ชื่นชอบมากๆ โดยถึงขนาดบุกไปบ้านนักเตะด้วยตัวเองเพื่อทำให้มั่นใจว่าจะได้เซ็นสัญญากับเขาให้ย้ายมาเล่นกับ ดาร์บี้ เคาน์ตี้ เมื่อช่วงต้นยุค 70 โดยดาวเตะเลือดสกอตต์ ย้ายตาม คลัฟ ไปเล่นให้ น็อตติ้งแฮมป์ ฟอเรสต์ ด้วย หลังจากที่คว้าแชมป์ลีก 2 สมัย แต่น่าเสียดายเหลือเกินที่อาการบาดเจ็บเพียงเล็กน้อยพราก เกมมิลล์ จากชุดตัวจริงในรอบชิงฯ ฟุตบอลถ้วยบิ๊กเอียร์ ที่ต้องดวลกับ มัลโม่ โดยเจ้าตัวก็ไม่เข้าใจว่าทำไม คลัฟ ถึงดร็อปเขาเป็นเพียงตัวสำรอง ซึ่ง "เจ้าป่า" ผงาดคว้าแชมป์ไปครองได้อย่างยิ่งใหญ่ แต่ความสัมพันธ์อันหวานชื่นระหว่าง เกมมิลล์ กับ คลัฟ ก็มาจบลงเมื่อทั้งสองคนมีปากเสียงกันอย่างรุนแรงจากเหตุการณ์ในครั้งนั้น ส่งผลให้นักเตะต้องย้ายไปอยู่กับ เบอร์มิงแฮม ซิตี้ โดย ยอดแข้งแดนวิสกี้ เปิดใจว่า "ผมผิดหวังมาก ผมเชื่อว่าผมจะได้ลงเล่น ผมไม่มีความสุขเลย ผมเกลียดทุกๆ นาทีตลอดช่วง 90 นาทีของเกมนั้น และผมก็เกลียดเหตุการณ์หลังจบเกมด้วย"

 

 

7. อันโตนิโอ มาเชด้า, ราฟาเอล กอร์ดิลโล่ - รอบชิงฯ ยูโร 1984
        คู่หูดูโอระดับตำนานของทีมชาติสเปน โดนแบนในเกมดวล ฝรั่งเศส ในรอบชิงชนะเลิศ เนื่องจากสะสมใบเหลืองครบในช่วงระหว่างลงแข่งทัวร์นาเมนต์ดังกล่าว มาเชด้า หนึ่งในแข้งเทพของเรอัล มาดริด ยิง 2 ประตูตลอดทั้งรายการช่วยให้ "กระทิงดุ" เข้ารอบชิงชนะเลิศ โดยเขาซัดประตูชัยเฉือน เยอรมันตะวันตก และลูกตีเสมอในรอบรองชนะเลิศ กับ เดนมาร์ก (สเปน ชนะจุดโทษ) ในขณะที่ กอร์ดิลโล่ เป็นหนึ่งในแข้งสำคัญของ สเปน ชุดนี้เช่นกัน โดยการขาดทั้งสองคนไปทำให้ สเปน สู้ทัพ "น้ำหอม" ที่มี มิเชล พลาตินี่ "นโปเลียนลูกหนัง" ไม่ได้ และก็แพ้ไปอย่างน่าเสียดาย

 

 

6. อเลสซานโดร คอสตาคูร์ต้า - รอบชิงชนะเลิศ ศึกฟุตบอลโลก 1994 และ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก  
        ฟาบิโอ คาเปลโล่ เทรนเนอร์มือทองของ มิลาน นำทีมผ่านเข้ารอบชิงชนะเลิศ แต่พวกเขาต้องพบกับงานช้าง เนื่องจากทีมขาด ฟรังโก้ บาเรซี่, มาร์โก แวน บาสเท่น, จานลุยจิ เลนตินี่ และ "บิลลี่" คอสตาคูร์ต้า แนวรับทั้งแผงโดนแบนแบบนี้ใครจะไปคิดว่า "ปีศาจแดง-ดำ" จะไล่ถล่ม บาร์เซโลน่า ไม่เลี้ยง แต่ขอบอกว่า คอสตาคูร์ต้า ยังเศร้าแบบสุดๆอีกรอบเนื่องจากเขามาโดนแบนในรอบชิงดำศึกเวิลด์ คัพ ที่เมืองมะกัน หลังจากโดนจดชื่อครบโควต้าในเกมรอบตัดเลือกกับ บัลแกเรีย โดยเหตุการณ์ในตอนนั้นแฟนบอลได้เห็นน้ำตาลูกผู้ชายพร้องตะโกนด้วยความเจ็บปวดว่า "ไม่มมมมมมมมม!!!" ลั่นสนาม หลังทำเสียจุดโทษ ซึ่ง ฮริสโต้ สตอยช์คอฟ ซัดประตูไม่เหลือ ที่สำคัญไปกว่านั้น เขาต้องทนดู บราซิล คู่ชิงฯ ฉลองแชมป์ด้วยการเอาชนะจุดโทษ เรื่องมันเศร้าดีแท้

 

5.  อันเดรียส์ โมลเลอร์ - ชิงดำ ยูโร 1996 
        แฟนบอลอังกฤษ คงจะจดจำศึก ยูโร 96 ในรอบรองชนะเลิศ ที่บ้านเกิดตัวเองได้เป็นอย่างดี เพราะโดน โมลเลอร์ เดินแอ็กท่ากวนประสบไปรอบๆ สนามเวมบลีย์ หลังซัดจุดโทษนำ "อินทรีเหล็ก" ทะลุเข้ารอบชิงชนะเลิศ ได้สำเร็จ แต่น่าเสียดายเหลือเกินเขาอดเล่นรอบชิงฯ เมื่อโดนใบเหลือง อย่างไรก็ตาม แม้ เยอรมัน จะขาด อดีตเพลย์เมกเกอร์ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด็ แต่พวกเขาก็ได้ โอลิเวอร์ เบียร์โฮฟฟ์ สวมบทฮีโร่ซัดประตูโกลเด้นโกล ในช่วงต่อเวลาพิเศษ เฉือน สาธารณรัฐเช็ก คว้าแชมป์ไปครองอย่างยิ่งใหญ่

 

4. โลร็องต์ บล็องก์ - รอบชิงชนะเลิศ ศึกฟุตบอลโลก 1998 
        บล็องก์ พลาดลงเล่นในรอบชิงฯ เวิลด์ คัพ ที่บ้านเกิดตัวเอง หลังเก็บอารมณ์ไม่อยู่ไปตบหน้า สลาเวน บิลิช ดาวเตะ โครเอเชีย ในช่วงที่เบียดกันอยู่ในเขตโทษของ "โครแอต" และการกระทำของเขาไม่รอดสายตาของ โฆเซ่ มาเรีย การ์เซีย อรันด้า ตุลาการสนามชาวสเปน โดยเขาจัดการควักใบแดงทันทีแบบไม่ต้องคิดมาก ที่สำคัญถือเป็นใบแดงใบแรกและใบเดียวตลอดอาชีพของ บล็องก์ แต่สร้างความทรงจำไปตลอดชีวิตของเขาเลยทีเดียว เพราะนั่นหมายความว่าเขาหมดสิทธิ์ลงเล่นนัดชิงฯ มหกรรมลูกหนังที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก ต่อหน้าแฟนบอลชาติเดียวกัน อย่างไรก็ตาม บล็องก์ ต้องขอบคุณ ซีเนดีน ซีดาน จอมทัพหัวไข่ดาวที่สวมบทฮีโร่นำทัพ "ตราไก่" ปราบซ่า บราซิล ไปแบบสบายอุรา และเป็นการเปลี่ยนหน้าประวัติศาสตร์วงการลูกหนังโลก เพราะ ฝรั่งเศส เป็นชาติใหม่ที่ได้แชมป์โลก

 

 

3. รอย คีน, พอล สโคลส์ - รอบชิงชนะเลิศ ศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก 1999 
        น่าเสียดายเหลือเกินสำหรับ คีน และ สโคลส์ ที่ไม่ได้ลงเล่นในเกมนัดชิงฯ ครั้งสำคัญในชีวิต เพราะทั้งสองคนโชว์ฟอร์มได้อย่างสุดยอดจนนำ "ปีศาจแดง" เข้าไปลุ้นถ้วยบิ๊กเอียร์ ตอนนั้นเซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน บรมกุนซือ "เร้ด เดวิลส์" หยอดคำที่น่าฟังเอาไว้ว่า "มันเป็นสิ่งที่สำคัญมากที่เล่นอย่างไม่เห็นแก่ตัว ผมได้เห็นสิ่งนั้นในสนามฟุตบอล เขาพร้อมที่จะตายมากกว่าแพ้ ผมรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้ทำงานร่วมกับนักเตะแบบนี้"

        หลังจากที่โดนใบเหลืองจากการทำฟาวล์ ซีเนดีน ซีดาน จอมทัพ ยูเวนตุส ในเกมนัดดังกล่าว คีน ก็รู้ได้ทันทีว่าเขาพลาดเกมนัดชิงชนะเลิศแล้ว แต่เขาก็ยังมีแรงสู้เพื่อนำทีมเอาชนะ"ม้าลาย" 3-2 ทั้งที่ตามหลัง 0-2 สำหรับแมตช์นั้น สโคลส์ ลงมาทำหน้าที่แทน แต่ดันพลาดเข้าเสียบผิดจังหวะก็เลยโดนจดชื่อ ซึ่งทำให้ "สโคลซี่" อดเล่นนัดชิงฯ เช่นกัน อย่างไรก็ตาม แมนฯ ยูไนเต็ด สร้างประวัติศาสตร์สุดยอดคัมแบ็กด้วยการเฉือน บาเยิร์น มิวนิค 2-1 โดยโดนนำไปก่อนหนึ่งประตู แต่ยิงสองลูกรวดในช่วง 2 นาทีสุดท้าย มันช่างเป็นสุดยอดการคัมแบ็กที่โลกไม่มีวันลืมจริงๆ

 

2. มิชาเอล บัลลัค - รอบชิงชนะเลิศ ศึกฟุตบอลโลก 2002 
        หลังจากที่ เยอรมัน รวมพลังช่วยกันจนฟันผ่าอุปสรรคเข้าไปเล่นในรอบชิงชนะเลิศได้สำเร็จ โดย 2 คีย์แมนสำคัญของทีมได้แก่ โอลิเวอร์ คาห์น กับ มิชาเอล บัลลัค สำหรับ อดีตกัปตันทีมไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น มีปีที่อยากลืมเลือนกับต้นสังกัดของเขา ทั้งแพ้นัดชิงฯ แชมเปี้ยนส์ ลีก, เดเอฟเบ โพคาล รวมทั้งต้องทนเห็นถาดแชมป์บุนเดสลีกา หลุดลอยไปต่อหน้าต่อหน้าในวันสุดท้ายของซีซั่น สำหรับทัวร์นาเมนต์ เวิลด์ คัพ 2002 เขาทำผลงานแบบไม่มีที่ติ ประตูที่ยิง ซาอุดิอาระเบีย ในรอบแบ่งกลุ่ม รวมทั้งซัดอีกเกมละดอกในแมตช์สอย สหรัฐอเมริกา กับ เกาหลีใต้ ในรอบ 8 ทีมสุดท้ายกับรอบตัดเชือกตามลำดับ ส่งให้ "อินทรีเหล็ก" เข้าไปชิงดำกับ บราซิล

          อย่างไรก็ตาม ความผิดพลาดส่วนตัวที่ดันไปทำฟาวล์ในนาทีที่ 70 เกมกับ "โสมขาว" ทำให้พลาดลงเล่นในแมตช์สำคัญอย่างน่าเสียดาย และการขาดเขาไปก็มีส่วนสำคัญที่ทำให้ทีมต้องพบกับความพ่ายแพ้ต่อทัพ "แซมบ้า"

 

1. พาเวล เนดเวด - รอบชิงชนะเลิศ ศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก 2003 
         ปี 2003 ถือเป็นปีที่ดีที่สุดในอาชีพของ พาเวล เนดเวด กับ ยูเวนตุส เขาเป็นผู้เล่นคนสำคัญที่ช่วยให้ทัพ "เบียงโคเนรี่" ประสบความสำเร็จคว้าแชมป์ เซเรีย อา และมีลุ้นถ้วย แชมเปี้ยนส์ ลีก โดย เนดเวด ยิงประตูสำคัญในรอบ 8 ทีมสุดท้ายแมตช์พบ บาร์เซโลน่า และช่วยทีมผ่าน เรอัล มาดริด ในรอบตัดเชือก อย่างไรก็ตาม ความฝันที่จะได้เล่นในรอบชิงฯ ต้องมลายหายสิ้นไปเมื่อเขาดันทำฟาวล์ สตีฟ แม็คมานามาน และในแมตช์นั้นทุกคนได้เห็นน้ำตาลูกผู้ชายไหลออกมาแบบไม่อายใครตอนที่ เนดเวด เดินออกจากสนาม ที่สำคัญไปกว่านั้นทัพ "ม้าลาย" ยังมาแพ้ดวลจุดโทษ เอซี มิลาน อีกต่างหาก แม้จะไม่สามารถสานฝันคว้าแชมป์ถ้วยใบโตยุโรปได้ก็ตาม แต่เขาก็ประสบความสำเร็จได้รางวัลบัลลง ดอร์ ในปี 2003

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:
  • The Day That Football Died(วันที่ลูกหนังไม่มีที่ว่างให้ฟุตบอล)
    อำลายุคนี้ที่อภินิหารดัทช์ฮีโร่ “ สามทหารเสือ “ ที่ร่ายคาถาโดย “ Frank Rijkaard “ , “ Ruud Gullit “ รวมถึง ศูนย์หน้าพรายกระซิบ เจ้าของบัลลงดอร์ 3 สมัย ควบด้วยยศกองหน้าที่ดีที่สุดของยุโรป “ Marco Van Basten “ โดยกลุ่มสามทหารเสือ โชว์ผลงานระดับมาสเตอร์พีช ในเวลาเพียงสามปี โดยในปี 1989 และ 1990 พวกเขาพา"ปีศาจแดงดำ" เอซี มิลาน จุมพิตบิ๊กเอียร์ 2 สมัยติด โดยนี้เป็นครั้งสุดท้ายของถ้วย Uefa Champion League ที่แชมป์สามารถป้องกันแชมป์ได้จนถึงปัจจุบันนี้
  • น้ำตาR9!แถลงปิดตำนานโล้นทองคำ
    โรนัลโด้ อดีตสตาร์ทีมชาติบราซิล ประกาศอำลาวงการลูกหนังอย่างเป็นทางการแล้วเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ยอมรับคิดหนักกว่าจะตัดสินใจได้ แต่เมื่อมองสภาพร่างกายแล้วคงยากที่จะฝืนสังขารอีกต่อไป
  • ปิดตำนานโล้นทองคำ!โด้ประกาศเลิกเล่นวันนี้
    "โล้นทองคำ" โรนัลโด้ อดีตยอดกองหน้าทีมชาติบราซิล ของทีม โครินเธียนส์ เตรียมใช้สนามซ้อมสโมสร จัดงานแถลงข่าวอำลาสนาม ยุติเส้นทางค้าแข้งอันรุ่งโรจน์ และสุดแสนยิ่งใหญ่ ในวันจันทร์ที่ 14 ก.พ. นี้ ตามเวลาท้องถิ่น หลังโดนอาการบาดเจ็บเล่นงานต่อเนื่อง แถมล่าสุดทีมยังผลงานแน่ ตกรอบคัดเลือก โคปา ลิเบอร์ตาดอเรส จนแฟนบอลก่อหวอดประท้วงรุนแรง
  • กระทิงขวิดโคลอมเบีย1-0,อัซซูรี่ตีเจ๊าเบียร์
    "แชมป์โลก" สเปน ทำผลงานได้ไม่เข้าตา หลังต้องลุ้นเหนื่อยกว่าจะเอาชนะโคลอมเบีย ไปได้ 1-0 โดยประตูชัยมาเกิดในช่วงท้ายเกมจาก ดาบิด ซิลบา ขณะที่อีกคู่ ทีมชาติอิตาลี รอดพ้นจากการพ่ายแพ้ต่อทีมชาติเยอรมันไปอย่างหวุดหวิด ได้ จูเซ็ปเป้ รอสซี่ ช่วยซัดประตูตามตีเสมอได้ในช่วงท้ายเกม

TOP 5 ข่าวในรอบ 3 วัน

อัลบั้มภาพเด็ดๆ

More »

คลิปไฮไลท์

More »