ผลคะแนนและราคา 2 in 1 คะแนนในการแข่งสด ผลการแข่งขัน ตารางการแข่งขัน อัตราต่อรอง Match Center ข้อมูล โปรแกรมทีวี คะแนนบาสเก็ตบอล
ฟุตบอล » ฟุตบอลไทย » "กวินทร์" จากถุงมือมอเตอร์ไซค์ สู่ถุงมือสโมสรยุโรป

"กวินทร์" จากถุงมือมอเตอร์ไซค์ สู่ถุงมือสโมสรยุโรป

Posted 12/01/2018 by siamsport

ในวันนี้ กวินทร์ ธรรมสัจจานันท์ คือนายทวารมือหนึ่งของไทยที่ชาวอาเซียน ให้การยอมรับ เขากำลังจะเดินหน้าไปสู่ก้าวต่อไปของชีวิต ด้วยการเล่นในแผ่นดินยุโรป

ดูเผินๆ เหมือนเส้นทางชีวิต "เจ้าตอง" จะโรยด้วยกลีบกุหลาบ แต่เอาเข้าจริงๆ มันก็ไม่ง่าย

ถ้าหากมองย้อนดูเส้นทางตลอดอาชีพของเขา เราจะเห็นว่า คนที่จะเป็นมือหนึ่งทีมชาติได้ ต้องมีจิตใจที่เข้มแข็งกว่าคนทั่วไป

"ผมไม่มีช่วงชีวิตวัยรุ่น"

นั่นคือบทสัมภาษณ์ของกวินทร์ ซึ่งเป็นทางที่เขาเลือกเอง เพราะเขารู้ว่า คุณต้องยอมเสียสละบางอย่าง เพื่อบางสิ่งที่มีความสำคัญมากกว่า


ย้อนกลับไปตอนกวินทร์เป็นเด็กตัวกระเปี๊ยก 7-8 ขวบ เขาไปเตะบอลกับญาติ ผลัดกันยิง ผลัดกันเป็นโกล์ มีจังหวะหนึ่งตอนกวินทร์เป็นโกล์ โดนยิงลอดขาไปแล้ว แต่เขาม้วนตัวอ้อมไปรับได้ทัน ญาติเลยเห็นแวว รีบไปบอกคุณพ่อ คุณแม่ ของตอง ว่าน่าจะเอาดีทางสายฟุตบอล

จริงๆตอนแรก ตองเองก็ไม่รู้ว่าตัวเองจะชอบตำแหน่งโกล์ไหม เริ่มแรกก็ไปลองเอาเสื้อแขนยาวมาใส่ ใส่ถุงเท้ายาว ใส่ผ้าใบ จากนั้นวิ่งไปตลาด ไปซื้อถุงมือมอเตอร์ไซค์เอามาใส่ พอมาส่องกระจกดู ก็รู้สึกว่า เฮ้ย เท่ดีว่ะ ก็เลยเริ่มต้นเป็นโกล์ตั้งแต่นั้น

จากจุดเริ่มต้นถุงมือมอเตอร์ไซค์ เขาก็ค่อยๆก้าวขึ้นมาเรื่อยๆ ทีละขั้น ทีละขั้น

เวลาผ่านไป ราวๆ 10-11 ขวบ ขณะที่เรียนอยู่ รร.ตรีมิตรวิทยา (ปัจจุบันคือโรงเรียนเซนต์ปีเตอร์ส ธนบุรี) คุณแม่เห็นแววที่ชัดเจนมากขึ้น จึงพาไปอบรมด้านกีฬา ในโครงการของในหลวงรัชกาลที่ 10 (ในสมัยนั้น เป็นพระบรมฯ) ในชื่อ โครงการ 193


การอบรมในโครงการแบบจริงจัง ทำให้เขาได้พบกับโค้ชดีกรีทีมชาติไทย อย่าง สำเริง ชัยยงค์ แต่โค้ชในโครงการ ที่ดูแลกวินทร์ โดยตรงคือ อาจารย์โรจนะ สมุนไพร เขาเริ่มเรียนรู้ศาสตร์การเป็นนายประตูที่ดีนับแต่นั้น

เส้นทางสำคัญของกวินทร์ อยู่ที่การประกาศคัดนักฟุตบอลทีมชาติไทยรุ่น ยู-12 ที่สนามมีสุวรรณ ในวันนั้น ตองกำลังจะต้องไปเรียนพิเศษ แต่คุณลุงรีบโทรสายด่วนมาถามว่า วันนี้มีคัดทีมชาติ จะเลือกทางไหน การเรียน หรือฟุตบอล ซึ่ง กวินทร์ตัดสินใจเด็ดขาดว่า

... เขาจะไปคัดตัว

และนั่นคือการตัดสินใจที่ถูก กวินทร์ได้รับเลือกให้ติดทีม ทั้งๆที่ไม่ได้มาจากโรงเรียนที่มีชื่อเสียงเรื่องฟุตบอลเลย แถมสุดท้าย ได้เป็นตัวจริงของทีมชาติไทยรุ่นนั้นด้วย ในการแข่งขันที่ไซตามะ ประเทศญี่ปุ่น ตอนนี้ เขาคิดว่ามาถูกทางแล้ว

พอกลับมาจากญี่ปุ่น มีโรงเรียนใหญ่ ติดต่อมาเพียบ และ 3 ในนั้น คือกรุงเทพคริสเตียน ,เทพศิรินทร์ และ อัสสัมชัญ ธนบุรี

แต่สุดท้าย "ตอง" เลือกอัสสัมฯธน เหตุผลคือนี่เป็นสถาบันลูกหนังเยาวชนที่เลื่องชื่อ และที่สำคัญมันใกล้บ้านกวินทร์ด้วย การเดินทางกลับบ้านช่วงศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ ก็ทำได้ง่าย

การมาอยู่ อัสสัมฯธน กวินทร์ ต้องเป็นเด็กประจำ และมีกิจวัตรที่เข้มงวดเหมือนทหาร ตื่นนอนตีห้าครึ่ง ซ้อมรอบแรก หกโมงเช้า เข้าเรียนหนังสือหลังเคารพธงชาติ โรงเรียนเลิก ซ้อมต่อสี่โมงเย็น จนถึงหกโมงเย็น เป็นอย่างนี้ซ้ำแล้วซ้ำอีกหลายปี

กวินทร์ พยายามหนักยิ่งกว่าใคร เขามีอาจารย์ชนะ เอี่ยมแสงใส อดีตนายทวารธนาคารกรุงเทพคอยช่วยติวเข้มช่วงซ้อม ไม่เพียงแค่นั้น เขายังเรียนรู้วิธีการเล่นจากอาจารย์อย่างสม่ำเสมอ นั่งดูวีดีโอการเซฟประตูที่ถูกต้อง ก่อนจะเก่งเกินรุ่น จนก้าวข้ามเพิ่อนๆ ไปเล่นกับพี่รุ่นพี่อย่างธีรศิลป์ แดงดา และประกิต ดีพร้อมเลยด้วย

พอจบ ม.6 ก็ถึงทางต้องตัดสินใจอีกครั้ง มีบางคนที่จบมัธยม ก็เลือกเรียนต่อมหาวิทยาลัย ไปเอาวุฒิเพื่อประกอบอาชีพอื่นๆ แต่ กับกวินทร์ เขาไม่ลังเลใจ และไปทางฟุตบอลเท่านั้น เขาไปอยู่กับทีมราชประชา ได้ลงเล่น ฟุตบอลถ้วย ข. และพาทีมขึ้นดิวิชั่น 2 ได้สำเร็จ ในตอนนั้น เจ้าตองอายุแค่ 17 ปี

เส้นทางชีวิตของเขาก้าวกระโดดเร็วมาก ในวัย 18 ตองย้ายมาอยู่เมืองทอง และสู้จนยึดมือหนึ่งได้สำเร็จ ก่อนพาทีมเลื่อนชั้น จากดิวิชั่น 1 มาสู่ไทยลีกได้สำเร็จ และเขาก็คว้ารางวัลนักเตะยอดเยี่ยมของสโมสรด้วย

จากนั้นเรื่องราวของกวินทร์ ก็อย่างที่เรารู้กัน เขาเป็นตัวหลักของทีมกิเลนผยอง พาทีมได้แชมป์มากมาย ขณะที่กับทีมชาติไทย ก็ยึดตัวหลักอย่างมั่นคง พร้อมคว้าแชมป์ซูซูกิคัพ ,ซีเกมส์ และเข้าถึงอันดับ 4 เอเชียนเกมส์

ไม่เพียงแค่นั้น เขายังได้รับเกียรติยศสูงสุดด้วยการเป็นกัปตันทีมช้างศึกอีกด้วย และอนาคตเขาก็กำลังเดินหน้าไปหาความท้าทายใหม่ที่เบลเยี่ยม ซึ่งก็น่าสนใจว่าสุดท้าย "เจ้าตอง" จะไปได้ไกลแค่ไหน 

จุดที่เราสังเกตเห็น ในเรื่องราวของกวินทร์คือ ตั้งแต่เริ่มเตะบอลแบบจริงจังขึ้นมาหน่อย ช่วงราว 10 ขวบ จนถึงย้ายมาเมืองทองอายุ 18 และจนถึงปัจจุบัน อายุ 27 เขาอยู่กับฟุตบอลตลอด เขาทุ่มเทให้มันเสมอมา และแน่นอน ช่วงชีวิตวัยรุ่นก็ต้องหายไป

"ความสำเร็จมันไม่มีอะไรได้มาง่ายๆ มันต้องแลกมากับหยาดเหงื่อ ที่ทุ่มเทลงไปกับการฝึกซ้อมอย่างหนัก" กวินทร์บอกเอาไว้อย่างนั้น

"ผมต้องยอมเสียสละบางอย่าง เช่นการไปเก็บตัวกับทีมนานๆ ก็ต้องเสียชีวิตช่วงวัยรุ่นไปเลย การไปเที่ยวกับเพื่อน ก็ต้องตัดออกไปทั้งหมด"

 

เรื่องของกวินทร์ ไม่ได้มีดราม่า แต่เราเห็นเส้นทางของนักฟุตบอลระดับประเทศ กว่าที่จะมาถึงตรงนี้ได้ เขาต้องผ่านแรงยั่วยุมากมาย

จากเด็กที่ซื้อถุงมือมอเตอร์ไซค์ ถ้ากวินทร์ไม่เอาชนะใจตัวเองได้ เขาอาจจะไม่ได้ใส่ถุงมือทีมชาติแบบวันนี้

อย่าลืมว่า กวินทร์เป็นเด็กกรุงเทพ ซึ่งมีสิ่งล่อตาล่อใจมากมาย แต่เขาก็ไม่หวั่นไหว เขามีความฝัน และยอมตัดทุกสิ่งเพื่อแลกมากับความฝันนั้น

อย่างหนึ่งที่เราต้องรู้ไว้เลย ว่าโลกนี้ เราคงไม่ได้ทุกอย่างที่ต้องการ เพื่อให้ได้มาอย่างหนึ่ง เราต้องเสียอะไรไปอย่างหนึ่งเสมอ

ก็อยู่ที่เราเองว่าจะเห็นอะไรสำคัญที่สุด อยากยิ่งใหญ่ในอนาคต หรืออยากสนุกในวันนี้

สุดท้ายแล้ว ไม่มีใครกำหนดอะไรเราได้

ชีวิตนี้ เราเลือกเอง

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

TOP 5 ข่าวในรอบ 3 วัน

คลิปไฮไลท์

More »