ผลคะแนนและราคา 2 in 1 ผลอีสปอร์ต คะแนนในการแข่งสด ผลการแข่งขัน ตารางการแข่งขัน อัตราต่อรอง Match Center ข้อมูล คะแนนบาสเก็ตบอล
ฟุตบอล » พรีเมียร์ลีก อังกฤษ » ฉลองแชมป์กร่อย ! เจาะ 5 ประเด็น ลิเวอร์พูล เสียทรงโดนแมนซิตี้ ยำ

ฉลองแชมป์กร่อย ! เจาะ 5 ประเด็น ลิเวอร์พูล เสียทรงโดนแมนซิตี้ ยำ

Posted 03/07/2020 by siamsport

แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ทำเอางานฉลองตำแหน่งแชมป์พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ของ ลิเวอร์พูล งานกร่อยไปเลย เมื่อจัดการยำใหญ่แบบไม่เกรงใจศักดิ์ศรีแชมป์ด้วยการไล่ต้อน "หงส์แดง" 4-0 ที่สนามเอติฮัด สเตเดี้ยม เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 2 กรกฎาคมที่ผ่านมา

ก่อนที่เกมจะเปิดฉากบรรดาแข้ง "เรือใบสีฟ้า" และ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า กุนซือ ต่างยืนเข้าแถวเกียรติยศเพื่อปรบมือต้อนรับ "เดอะ เร้ดส์" ในฐานะแชมป์เก่า แม้จะมีประเด็นดราม่านิดหน่อยกรณีที่ แบร์นาร์โด้ ซิลวา มิดฟิลด์ชาวโปรตุกีส เดินออกจากแถวทั้งๆ ที่แข้ง ลิเวอร์พูล ยังเดินไม่ถึงตัวเขาด้วยซ้ำ

ขณะที่เกมในช่วงแรก ลิเวอร์พูล สร้างสรรค์โอกาสได้หลายครั้ง แต่น่าเสียดายที่ขาดความเฉียบคม ในขณะที่ แมนฯ ซิตี้ เมื่อตั้งลำได้ ก็เล่นตอบโต้ได้อย่างดุเดือด ที่สำคัญแนวรุกเจ้าบ้านสุดโหดจริงๆ โดยเฉพาะสามประสาน ราฮีม สเตอร์ลิง, ฟิล โฟเด้น และ เควิน เดอ บรอยน์ จัดการเล่นงาน แนวรับ "หงส์แดง" จนปั่นป่วนไปหมด

 สำหรับ สเตอร์ลิง เกมนี้ถือเป็นแมตช์แห่งความทรงจำเพราะเขาซัดประตูแรกนับตั้งแต่ที่ย้ายออกมาจากแอนฟิลด์ แต่คงเป็นเกมที่ โจ โกเมซ อยากลืม เนื่องจากเขาโดนเล่นงานจนอ่วม ที่สำคัญแชมป์ลีกเกือบแพ้ยับถึง 5-0 ถ้าหากประตูสุดท้ายไม่โดน "วีเออาร์" ริบ เนื่องจาก ริยาด มาห์เรซ ทำแฮนด์บอลไปก่อน ที่จะส่งบอลซุกก้นตาข่าย

ขณะเดียวกันการแพ้ในเกมนี้ทำให้โอกาสที่ ลิเวอร์พูล จะทำลายสถิติ 100 แต้มของ "เรือใบสีฟ้า" ริบหรี่ลงไปด้วย แต่กระนั้นหากมองในแง่บวก อีก 6 แมตช์ที่เหลือ เจอร์เก้น คล็อปป์ อาจจะส่งแข้งสำรอง และดาวรุ่งลงไปสั่งสมประสบการณ์ และยังอาจจะใช้เป็นเกมสำหรับปรีซีซั่นไปในตัวด้วย

1. ค่ำคืนที่อยากลืมของ โกเมซ
แม้ว่านักเตะลิเวอร์พูล ส่วนใหญ่จะแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าขาดแรงกระตุ้นในการเล่นไปบ้างในแมตช์นี้ แต่หนึ่งในนักเตะทัพ "หงส์แดง" ที่รู้สึกว่าเขามีส่วนสำคัญอย่างยิ่งที่ทำให้ทีมต้องเสียประตูที่แรก กับประตูที่สอง นั่นก็คือ โจ โกเมซ

เซนเตอร์แบ็กชาวอังกฤษ มักจะทำผลงานได้ดีเยี่ยมเวลาที่จับคู่เกมรับกับ เฟอร์จิล ฟาน ไดค์ แต่สำหรับแมตช์ที่เอติฮัด สเตเดี้ยม โกเมซ ต้องพบกับฝันร้ายที่อยากจะลืมเมื่อเขาโดนเล่นงานจาก ราฮีม สเตอร์ลิง ที่เล่นงานเขาซะจนสะบักสะบอมหมดสภาพกองหลังแชมป์ลีก

จังหวะที่เสียประตูแรก โกเมซ โดนความสามารถเฉพาะตัวของ สเตอร์ลิง เล่นงานจนต้องใช้มือดึงกระชาก และสุดท้ายก็เสียจุดโทษ จากนั้นก็ยังมาเจอทีเด็ดของ เพื่อนร่วมทีมชาติอังกฤษ จัดการลอกหนึ่งจังหวะและซัดประตูลอดขาอีกต่างหาก งานนี้บอกเลยว่า โกเมซ โดนเล่นงานอย่างหนักจนหมดสภาพจริงๆ

สำหรับการคว้าแชมป์ลีกในฤดูกาลนี้ ทัพ "หงส์แดง" อาจจะอยากย้อนกลับมาชมฤดูกาลแห่งความสำเร็จอีกครั้ง แต่สำหรับ ดาวเตะวัย 23 ปี คงไม่อยากย้อนกลับมาชมเกมที่ เอติฮัด สเตเดี้ยม เพราะนี่คือหนึ่งในแมตช์ที่เขาทำผลงานได้ย่ำแย่สุดๆ
 
2. แนวรุกแชมป์ขาดความเฉียบคม
ต้องยอมรับว่าเกมนี้ คล็อปป์ หวังที่จะคว้าชัยชนะเพื่อเป็นการฉลองแชมป์ ไม่งั้นเขาคงไม่เลือกส่งผู้เล่นชุดใหญ่ นำโดย 3 ประสานมหากาฬ โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่, โมฮาเหม็ด ซาลาห์ และ ซาดิโอ มาเน่ แต่กลายเป็นว่าทั้งสามคนดันเกิดเหตุสนิมเกาะหน้าแข้งซะงั้น

จะว่าไปแล้วแมตช์นี้ ลิเวอร์พูล เริ่มต้นเกมได้อย่างสุดยอด และเหนือกว่าเจ้าบ้าน ที่สำคัญ "หงส์แดง" สร้างโอกาสในการทำประตูได้อย่างต่อเนื่อง และเกือบจะส่งบอลเข้าไปซุกก้นตาข่าย โดยเฉพาะจังหวะของ "บังโม" ที่ซัดไปจนเสา บอลกระดอนมาหา มาเน่ แต่ดันจับบอลพลาด ซึ่งหากจังหวะนั้นเป็นประตู สถานการณ์ของแชมป์น่าจะเปลี่ยนแปลงไป

เมื่อทำไม่ได้ก็เหมือนเป็นการจุดประกายความโหดของ "เรือใบสีฟ้า" จากนั้นพวกเขาแสดงให้ ลิเวอร์พูล ได้เห็นถึงฟอร์มการเล่นที่เฉียบคม และจังหวะสวนกลับที่สุดแสนน่ากลัว โดยเฉพาะความสามารถในการวางบอล และผ่านบอลของ เควิน เดอ บรอยน์ กับการวิ่งทะลุทลวงของ สเตอร์ลิง กับ ฟิล โฟเด้น

สำหรับจุดนี้ คล็อปป์ คงเห็นแล้วว่าทีมของเขายังมีปัญหาในการสู้กับแดนกลางที่ฝีเท้าจัดจ้าน ขณะเดียวกันแนวรับก็ยังไม่แข็งแกร่ง ดังนั้นในช่วงซัมเมอร์นี้ นายใหญ่ชาวเยอรมัน คงมีการบ้านให้ต้องขบคิดในการกระโจนเข้าสู่ตลาดพ่อค้าแข้งเพื่อหาเซนเตอร์แบ็ก, กองกลาง และหน้าเป้า มาร่วมทีม ไม่งั้นการป้องกันแชมป์ฤดูกาลหน้า คงรากเลือดแหงๆ

3. สเตอร์ลิง จัดทีมเก่าได้ซะที
นับตั้งแต่ที่ ราฮีม สเตอร์ลิง ตัดสินใจโบกมือลาถิ่นแอนฟิลด์ เขาระเบิดฟอร์มสุดยอดกับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ แต่สิ่งเดียวที่นักเตะยังคงผิดหวังก็คือการที่เล่นไม่ค่อยออกเมื่อต้องปะทะกับ ลิเวอร์พูล ทีมเก่า ซึ่งเกมนี้นักเตะได้ปลดแอกสิ่งเหล่านี้ไปเรียบร้อยแล้ว

ด้วยอาจเป็นเพราะเกมนี้ไม่ได้มีความหมายในการลุ้นแชมป์ ทำให้ สเตอร์ลิง ค่อนข้างจะเล่นอย่างผ่อนคลาย และปลดปล่อยฟอร์มอย่างเต็มที่ แต่สิ่งที่เขาทำดูเหมือนจะเป็นผลดีให้กับเจ้าตัว เพราะในฤดูกาลหน้าเมื่อต้องปะทะกันอีกครั้ง งานนี้ ดาวเตะเลือดผู้ดี คงไม่รู้สึกเกร็งอีกต่อไปแล้ว

ตั้งแต่ต้นเกม สเตอร์ลิง โชว์สเต็ปเทพไล่บี้ขยี้แนวรับของ ลิเวอร์พูลอย่าง หนัก โดยเฉพาะการเล่นงาน โกเมซ ซะเสียทรง จนกระทั่งต้องเสียค่าโง่ทำให้ "หงส์แดง" เสียจุดโทษ จากนั้นก็ยังโชว์การเล่นอย่างเข้าขากับ โฟเด้น ก่อนหลุดเข้าไปซัดลอดขา โกเมซ

สเตอร์ลิงซัดประตูแรกจาก 9 เกมที่ปะทะกับสโมสรเก่าของเขา ฉะนั้นไม่ต้องสงสัยเลยว่า ทำไม ปีกความเร็วสูงทีมชาติอังกฤษ ถึงแสดงอาการแฮปปี้แบบไม่เกรงใจเพื่อนร่วมสังกัดเดิม เพราะนี่เหมือนการยกภูเขาออกจากอก และเป็นการปลดปล่อยความเครียดออกซะที
   
4. เดอ บรอยน์ โชว์คลาส
เดวิน เดอ บรอยน์ จัดการส่งบอลเข้าไปซุกก้นตาข่ายเป็นการเบิกประตูแรกให้กับ "เรือใบสีฟ้า" และถือเป็นจุดสำคัญในการสร้างปัญหาให้กับ ลิเวอร์พูล เพราะนั่นหมายความว่าทีมเยือนจำเป็นต้องเปิดเกมบุก หากหวังที่จะได้แต้มในแมตช์นี้ แต่กลายเป็นการเปิดช่องให้เจ้าบ้านสวนกลับเป็นว่าเล่น

ศักยภาพของจอมทัพทีมชาติเบลเยียม สุดยอดเกินจะบรรยาย โดยเขาทำหน้าที่เป็นเพลย์เมกเกอร์ได้อย่างไม่มีที่ติ รู้ว่าต้องวิ่งไปหาตำแหน่งตรงไหน, เปิดบอลอย่างแม่นยำ และมีสายตาเฉียบคมในการผ่านบอล โดย เดอ บรอยน์ โชว์การแอสซิสต์อย่างเหนือชั้นให้ โฟเด้น ซัดก่อนหมดครึ่งแรก

ครึ่งหลังยังมีอีกหลายครั้งที่ เดอ บรอยน์ สร้างโอกาสให้เพื่อนร่วมทีมแต่ดันยิงทิ้้งยิงขว้าง จนกระทั่งมาถึงจังหวะที่ได้ประตูนำขาด 4-0  เมื่อเขาผ่านบอลให้ สเตอร์ลิง ก่อนที่จะยิงไปโดน อเล็กซ์ อ็อกซ์เลด-แชมเบอร์เลน สกัดเข้าประตูตัวเอง

ที่สำคัญจุดโทษของ เดอ บรอยน์ ทำให้เขาสร้างสถิติยิงจุดโทษ 4 ลูกเป็นประตูหมด ขณะเดียวกันยังพลาดจุดโทษแค่ครั้งเดียวนับตั้งแต่ที่เล่นให้ แมนฯ ซิตี้ เมื่อปี 2016 นอกจากนี้ยังแอสซิสต์ไปแล้ว 17 ครั้งในซีซั่นนี้ ทำให้ทำสถิติเทียบเท่า เชส ฟาเบรกาส แต่กระนั้นเจ้าตัวยังมีโอกาสสร้างสถิติใหม่เพราะยังเหลืออีกหลายเกมให้ลงเล่นในฤดูกาล 2019/2020

5. เป้าหมายทำคะแนนทะลุ 100 แต้มยากลำบาก
หนึ่งในแรงกระตุ้นของ ลิเวอร์พูล ในแมตช์นี้ก็คือการตั้งเป้าที่จะจบฤดูกาลด้วยการทำลายสถิติของ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ โดยเก็บให้ได้เกิน 100 คะนน อย่างไรก็ตามความคาดหวังของพวกเขาในเวลานี้เหมือนเข็นครกขึ้นภูเขาเมื่อโดน "เรือใบสีฟ้า" ยำใหญ่ในเกมล่าสุด

หลังจบเกมกับ แมนฯ ซิตี้ ทำให้ตอนนี้เหลือเกมลงเล่นเพียงแค่ 6 แมตช์เท่ากับ 18 คะแนน และปัจจุบัน "หงส์แดง" มี 86 แต้ม ฉะนั้นหากพวกเขาสามารถเก็บชัยชนะได้หมดนั่นหมายความว่าจะทำได้ 104 แต้ม ซึ่งแซงหน้าแมนฯ ซิตี้ ที่เคยเก็บได้ 100 คะแนนในซีซั่น 2017/2018

อย่างไรก็ตามพวกเขายังมีแรงกระตุ้นเหลืออยู่หรือเปล่า ? แน่นอนว่าหลังจากนี้ไปมีความเป็นไปได้ที่ คล็อปป์ จะหันมาใช้ระบบโรเตชั่น และปล่อยให้บรรดานักเตะดาวรุ่งอนาคตไกลอย่าง เคอร์ติส โจนส์, ฮาร์วี่ย์ เอลเลียตต์ และ เนโก วิลเลี่ยมส์ รวมไปถึงนักเตะสำรองอย่าง อดัม ลัลลาน่า, ทาคุมิ มินามิโนะ หรือ นาบี เกอิต้า เป็นต้น ได้ลงสนามมากขึ้น เพราะจะทำให้พวกเขาได้รับเหรียญแชมป์ลีก

นอกจากนี้ นายใหญ่ชาวเยอรมัน อาจจะมองว่า 6 เกมที่เหลืออยู่เปรียบเสมือนการเล่นเกมปรีซีซั่นไปในตัวด้วย ฉะนั้นเกมพบ อาร์เซน่อล และ เชลซี อาจจะมีความเป็นไปได้ที่จะได้เห็นการทดลองทั้งเกมรัก และเกมรุก ฉะนั้นโอกาสที่จะทำลายสถิติ 100 แต้มของ แมนฯ ซิตี้ น่าจะรีบหรี่เต็มทน

TOP 5 ข่าวในรอบ 3 วัน

อัลบั้มภาพเด็ดๆ

More »

คลิปไฮไลท์

More »