ผลคะแนนและราคา 2 in 1 ผลอีสปอร์ต คะแนนในการแข่งสด ผลการแข่งขัน ตารางการแข่งขัน อัตราต่อรอง Match Center ข้อมูล คะแนนบาสเก็ตบอล
ฟุตบอล » พรีเมียร์ลีก อังกฤษ » ชี้ชะตาตั๋วชปล.! 6 ข้อน่าจับตาก่อนแมนยูบุกทำศึกเลสเตอร์นัดสุดท้าย

ชี้ชะตาตั๋วชปล.! 6 ข้อน่าจับตาก่อนแมนยูบุกทำศึกเลสเตอร์นัดสุดท้าย

Posted 26/07/2020 by siamsport

ถือเป็นเกมบิ๊กแมตช์ที่น่าสนใจที่สุดในเกมพรีเมียร์ลีกนัดสุดท้ายคืนนี้ เมื่อ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จะต้องบุกไปเยือน เลสเตอร์ ซิตี้ ที่รังคิง พาวเวอร์ สเตเดี้ยม ซึ่งศึกครั้งนี้มีตั๋วยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ฤดูกาลหน้าเป็นเดิมพัน ถ้าหากใครพลาดจะส่งผลเสียหายต่อสโมสรแน่นอน เรามาเรียกน้ำย่อยด้วยประเด็นน่าสนใจก่อนเกมกันเลย

1.ล้าเป็นเหตุสังเกตได้

    แม้ว่า แมนฯ ยูไนเต็ด จะไม่แพ้ใครในลีกมา 13 นัดติดต่อกัน แต่เห็นได้ชัดว่าช่วง 4 นัดหลังสุดพวกเขาฟอร์มแผ่วลงมาเป็นอย่างมาก สาเหตุหลักมาจากการโรเตชั่นนักเตะน้อยเกินไปจนทำให้ผู้เล่นตัวหลักเกิดอาการล้า หลังจากพวกเขาเสมอกับ สเปอร์ส ในเกมเปิดหัวรีสตาร์ทลีก พวกเขาก็ใช้นักเตะ 11 ตัวจริงชุดเดิมลงเล่น 5 นัดติดต่อกันในลีกแบบไม่ได้พักเลย

    นัดเจอ เวสต์แฮม เกมล่าสุด พวกเขามีแรงฮึดตีเสมอในช่วงครึ่งหลังแต่ด้วยพละกำลังที่อ่อนแรงมากทำให้เร่งเครื่องไม่ขึ้นจนยิงแซงคู่แข่งไม่ได้ คนที่ออกอาการล้าสะสมแบบชัดเจนคือ บรูโน่ แฟร์นันด์ส ซึ่งสองเกมหลังสุดทำผลงานได้ไม่ดีนักและมีจังหวะที่ผิดพลาดเยอะมาก ใครๆก็รู้ว่านักเตะคนนี้มีส่วนสำคัญอย่างมากกับของทีม เมื่อเขาเล่นไม่ออกเกมรุกของ “ผีแดง” ก็มีประสิทธิภาพน้อยลงตามไปด้วย

    อย่างไรก็ตามในมุมมองของ โซลชา ก็คงไม่สามารถพักตัวหลักได้จริงๆเพราะตัวสำรองที่มีอยู่ถือว่าห่างชั้นกับตัวจริงมาก และการเปลี่ยนตัวหลักออกก็มีบทเรียนมาแล้วในเกมเสมอ เซาธ์แฮมป์ตัน นี่เป็นปัญหาที่ “ผีแดง” คงต้องสะสางในช่วงหลังจบฤดูกาล แต่ในคืนนี้พวกเขาเสียเปรียบแน่นอนกับการพักแค่ 3 วันขณะที่เจ้าบ้านพักมา 1 อาทิตย์เต็มๆ “ผีแดง” คงต้องกระตุ้นนักเตะให้เรียกแรงเฮือกสุดท้ายในการเยือนรังจิ้งจอก

2.เงื่อนไขการคว้าตั๋ว

    การแข่งขันคืนนี้คงต้องติดตามกันแบบเรียลไทม์ทั้งที่สนาม คิง พาวเวอร์ สเตเดี้ยม และ สแตมฟอร์ด บริดจ์ เพราะสกอร์ทั้งสองสนามอาจส่งผลต่อการชี้เป็นชี้ตายตั๋ว ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ฤดูกาลหน้าเลยก็ว่าได้ เริ่มจากฝั่ง เชลซี ต้องการอีกเพียงแค่คะแนนเดียวเท่านั้นในการเจอกับ วูล์ฟแฮมป์ตัน ซึ่งถ้าพวกเขาทำได้ก็ไม่ต้องมากังวลผลการแข่งขันอีกสนามเลย แต่ถ้าพวกเขาดันเกิดพ่ายแพ้ขึ้นมาก็ต้องหวังพึ่งให้ แมนฯ ยูไนเต็ด บุกชนะ เลสเตอร์ เท่านั้น

    ขณะที่ แมนฯ ยูไนเต็ด มีเงื่อนไขเดียวกันกับ เชลซี นั่นคือการเก็บผลเสมอเป็นอย่างน้อยก็จะเพียงพอต่อการไป ชปล. แล้ว แต่ถ้าหากพวกเขาดันพลิกล็อกพ่ายแพ้ขึ้นมา “ผีแดง” คงต้องหวังให้ เชลซี พ่ายต่อ วูล์ฟส์ ด้วยนั่นจะทำให้ลูกทีมของ โซลชา จบอันดับ 4

    ด้านทัพ “จิ้งจอก” ทางที่ดีที่สุดโดยไม่ต้องลุ้นสนามอื่นเลยคือการเอาชนะ “ปีศาจแดง” ให้ได้ แต่ถ้าเก็บได้แค่ผลเสมอ พวกเขาต้องให้ เชลซี พ่ายแพ้ต่อ วูล์ฟส์ ไม่อย่างงั้นจะฝันสลายอดไป ชปล. ทันที

3.จิ้งจอกพิการแต่สู้ตาย

 

    นับตั้งแต่ลีกกลับมารีสตาร์ท เลสเตอร์ ซิตี้ เก็บคะแนนในพรีเมียร์ลีกเฉลี่ยแค่ 1.1 แต้มต่อเกมเท่านั้น (เก็บ 9 คะแนนจาก 8 นัด) ทั้งที่ก่อนหน้าจะมีการหยุดแข่งขัน พวกเขาเก็บแต้มเฉลี่ย 1.8 แต้มต่อเกม  (เก็บ 53 คะแนนจาก 29 นัด) ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ลูกทีมของ เบรนแดน ร็อดเจอร์ส ฟอร์มรูดลงอย่างหนักคืออาการบาดเจ็บของผู้เล่นคนสำคัญ

    เริ่มมาตั้งแต่ ริคาร์โด้ เปเรยร่า แบ็กขวาตัวเก่งเอ็นหัวเข่าฉีกขาดเมื่อเดือนมีนาคม ต่อมา เจมส์ แมดดิสัน กองกลางตัวปั้นเกมคนสำคัญมีอาการบาดเจ็บตรงสะโพกเมื่อต้นเดือนกรกฎาคม ก่อน เบน ชิลเวลล์ จะเป็นอีกรายที่อดลงสนามหลังจากบาดเจ็บต้นขา ขณะที่ คริสเตียน ฟุคส์ ที่เป็นแบ็กซ้ายสำรองมีอาการเจ็บตรงโคนขาหนีบเช่กัน เมื่อตัวหลักทยอยกันเจ็บมันเลยส่งผลถึงฟอร์มการเล่นของนักเตะที่เหลือโดยเฉพาะ เจมี่ วาร์ดี้ ที่เป็นดาวซัลโวแต่นับตั้งแต่รีสตาร์ทลีก เขาก็ยิงเพียง 4 ประตูเท่านั้น

    ขณะที่ ร็อดเจอร์ส จำเป็นปรับแผนการเล่นที่ใช้มาตลอดทั้งฤดูกาลอย่าง 4-1-4-1 กลายเป็น 3-4-1-2 หรือ 3-4-3 แทนซึ่งผลการแข่งขันก็ออกมาไม่ดีเท่าไหร่นักเมื่อเก็บชัยเพียง 2 นัดตั้งแต่รีสตาร์ท ยิ่งไปกว่านั้น คักลาร์ โซยุนชู ดันมาโดนใบแดงในเกมพ่าย บอร์นมัธ ทำให้จะอดใช้งานกองหลังตัวเก่งยันนัดสุดท้ายอีกด้วย  เหมือนพระศุกร์เข้าพระเสาร์แทรกจริงๆสำหรับ “จิ้งจอก” เลยส่งผลให้จากทีมที่เคยขึ้นไปถึงลุ้นแชมป์ฤดูกาลนี้ต้องตกลงมาอันดับ 5 และมีโอกาสจะอดไป ชปล. อีกด้วย ดังนั้นหากคืนนี้พวกเขาเก็บชัยชนะเหนือผีแดงด้วยตัวผู้เล่นแบบนี้ได้ต้องยอมนับถือหัวจิตหัวใจของพวกเขาจริงๆ

4.ปัญหาแบ็กซ้าย

 

    เป็นฤดูกาลที่ ลุค ชอว์ ต้องแข่งขันกับ แบรนดอน วิลเลี่ยมส์ ในการแย่งตำแหน่งแบ็กซ้ายมาตลอดทั้งซีซั่น ช่วงต้นฤดูกาล ลุค ชอว์ มีปัญหาอาการบาดเจ็บกล้ามเนื้อแฮมสตริงทำให้พลาดลงสนามในลีกถึง 10 นัดซึ่งก็เป็นเจ้าหนูวิลเลี่ยมส์ที่ขยับขึ้นยึดตัวจริงและทำผลงานได้เข้าตาทีเดียว จนกระทั่งช่วงเดือนธันวาคม ชอว์ กลับมาสู่ทีมพร้อมยึดตำแหน่งกลับมา

    อย่างไรก็ตามมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงฟอร์มการเล่นของ ลุค ชอว์ และบางคนมองว่าถึงเวลาต้องส่งไม้ต่อให้กับ วิลเลี่ยมส์ แล้วเนื่องจาก ชอว์ บาดเจ็บบ่อยเกินไปและยังทำแอสซิสต์หรือยิงประตูไม่ได้เลยทั้งที่ตำแหน่งแบ็กคือกำลังสำคัญในการเติมเกมรุกของแผน โซลชา ทว่า กุนซือผีแดงยังคงเชื่อมั่นในตัวของแบ็กซ้ายวัย 25 ปีคนนี้และยังให้โอกาสลงตัวจริงต่อไป

    ตลอดช่วงรีสตาร์ทยังมีเสียงวิจารณ์อยู่ ลุค ชอว์  เล็กน้อยแต่ในเกมกับ เซาธ์แฮมป์ตัน เจ้าตัวดันมาได้รับบาดเจ็บจนต้องถูกเปลี่ยนตัวออกในช่วงท้ายเกม หลังจากนั้นอีกสองนัดในลีกเขาพลาดลงสนามซึ่งมันส่งผลกระทบต่อฟอร์มของทีมด้วย ในเกมกับ พาเลซ โซลชา เลือกใช้ ทิโมธี โฟซู-เมนซ่าห์ ลงเล่นแบ็กซ้ายแต่ดูเหมือนเจ้าตัวจะยังต้องรื้อฟื้นฟอร์มในสนามเนื่องจากไม่ได้ลงเล่นให้ทีมมาถึง 2 ปี เกมกับเชลซีและเวสต์แฮม โซลชา กลับมาใช้ วิลเลี่ยมส์ ลงสนามแต่ผลงานกลับไม่ได้ดีอย่างที่คิด เรื่องเกมบุกยังพอใช้ได้ แต่เกมรับมีปัญหาชัดเจน กลายเป็นว่าเมื่อเทียบกับฟอร์มของ ชอว์ ยังคงห่างชั้นอยู่มาก

    เมื่อวานนี้ ลุค ชอว์ เดินทางมาสนามซ้อมแต่ โซลชา กล่าวก่อนเกมว่ายังคงต้องเช็กฟิตแบ็กซ้ายรายนี้ ต้องรอดูว่าเขาจะพร้อมลงสนามหรือไม่ แต่ถ้าหากเป็น วิลเลี่ยมส์ ออกสตาร์ทตัวจริงก็คงจะเป็นบททดสอบครั้งใหญ่ของเจ้าหนูคนนี้ว่าจะรับมือกับเกมที่กดดันแบบนี้ได้หรือไม่

5.วาร์ดี้ลุ้นรองเท้าทองคำ

 

    เจมี่ วาร์ดี้ กำลังเป็นผู้นำดาวซัลโวอยู่ในตอนนี้ที่ 23 ประตู อย่างไรก็ตามนับตั้งแต่รีสตาร์ทลีก กองหน้าวัย 33 ปีเพิ่งจะทำประตูแค่ 4 ลูกเท่านั้นทั้งที่ตอน 19 นัดแรกของซีซั่นเจ้าตัวถล่มตาข่ายถึง 17 ลูกเลยทีเดียว นั่นทำให้ผู้ตามอย่าง แดนนี่ อิงส์ ที่กำลังอยู่ในช่วงฟอร์มร้อนแรงทำประตูตามมาที่ 21 ลูกแล้ว ขณะที่ ปิแอร์-เอเมอริค โอบาเมย็อง เจ้าของดาวซัลโวฤดูกาลที่แล้วก็ไล่มาที่ 20 ประตู

    ดูเผินๆเหมือนจะยากทีเดียวที่จะตาม วาร์ดี้ ในนัดสุดท้าย แต่อะไรก็เกิดขึ้นได้ ต้องรอดูกันว่าในที่สุดเขาจะคว้ารองเท้าทองคำสมัยแรกได้หรือไม่หลังจากเคยเป็นแค่รองดาวซัลโวในฤดูกาล 2015/16 รวมถึงมีสิทธิ์จะทำสถิติเป็นนักเตะที่อายุมากที่สุดที่คว้าดาวซัลโวในลีกสูงสุดของอังกฤษนับตั้งแต่ รอนนี่ รุค (36 ปี) ของอาร์เซน่อล ทำไว้ในปี 1947-48

6.สถิติผีข่ม

 

    เมื่อเช็คสถิติการเจอกันแล้ว แฟนผีอาจจะสบายใจได้เล็กน้อยเมื่อ “ปีศาจแดง” พ่ายแพ้แค่นัดเดียวเท่านั้นตลอดการมาเยือน เลสเตอร์ ซิตี้ 13 นัดหลังสุดในลีก โดยครั้งสุดท้ายที่พ่ายแพ้เกิดขึ้นในเดือนกันยายนปี 2014 ด้วยสกอร์ 5-3 ขณะที่ 12 นัดที่เหลือมีเสมอ 4 ครั้ง และ “ผีแดง” เอาชนะได้ถึง 8 ครั้ง

    นอกจากนี้ แมนฯ ยูไนเต็ด ยังไม่แพ้ทัพ “จิ้งจอก” ในลีกมา 10 นัดติดต่อกันแล้ว (ชนะ 7 เสมอ 3) และยังเป็นฝ่ายยิงประตูขึ้นนำตั้งแต่ 10 นาทีแรกใน 3 ครั้งหลังสุดที่เจอกันอีก อย่างไร “เดอะ ฟ็อกซ์” มีสถิติพ่ายในนัดสุดท้ายเพียงแค่นัดเดียวจาก 12 ฤดูกาลหลังสุด (ชนะ 7 เสมอ 4)

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

TOP 5 ข่าวในรอบ 3 วัน

อัลบั้มภาพเด็ดๆ

More »

คลิปไฮไลท์

More »