ผลคะแนนและราคา 2 in 1 คะแนนในการแข่งสด ผลการแข่งขัน ตารางการแข่งขัน อัตราต่อรอง Match Center ข้อมูล คะแนนบาสเก็ตบอล
ฟุตบอล » พรีเมียร์ลีก อังกฤษ » โอลด์ แทร็ฟฟอร์ดของแสลง "หงส์แดง" ! วิเคราะห์ 5 ข้อก่อนเกม "แดงเดือด" แมนยู ดวล ลิเวอร์พูล

โอลด์ แทร็ฟฟอร์ดของแสลง "หงส์แดง" ! วิเคราะห์ 5 ข้อก่อนเกม "แดงเดือด" แมนยู ดวล ลิเวอร์พูล

Posted 23/10/2021 by siamsport

เกม "แดงเดือด" ที่หลายคนเฝ้ารอคอยจะเปิดฉากฟาดฟันกันที่สนามโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ในวันอาทิตย์ที่ 24 ตุลาคมนี้ แม้ผลงานของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ กับ ลิเวอร์พูล อาจจะสวนทางการ แต่เรื่องเหล่านี้พับเก็บไปเลย เนื่องจากศึกศักดิ์ศรีมันอยู่นอกเหนือสถิติทุกอย่าง
สำหรับแมตช์นี้สาวก "เร้ด อาร์มี่" ต้องลุ้นว่า บรูโน่ แฟร์นันด์ส จะฟิตพอลงสนามได้หรือไม่ แต่เอาเข้าจริงๆ ต่อให้ลงไม่ได้พวกเขาก็มีขุมกำลังที่สามารถลงมาทดแทนได้หลายคน และแต่ละคนก็มีทักษะชั้นสูง ต่างจากขุมกำลังของ "หงส์แดง" ที่ค่อนข้างจำกัด แต่ได้ระบบทีมที่ยอดเยี่ยมของ เจอร์เก้น คล็อปป์ ทำให้ผลงานของ "เดอะ เร้ดส์" โดดเด่น

 ที่สำคัญเกมนี้ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา จำเป็นต้องระเบิดพลังแฝงอีกครั้ง เพื่อเป็นการลดแรงกดดันหลังจากที่ถูกวิจารณ์อย่างหนักในช่วงที่ผ่านมา แม้ฟอร์มของ "เร้ด เดวิลส์" อาจจะไม่โดดเด่น แต่สปิริตที่ต้องการคว่ำคู่อริตลอดกาล น่าจะเป็นสิ่งที่ "น้าลูกอม" จะใช้ในการกระตุ้นลูกทีม

1. โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด สนามที่สุดหิน


 แม้ว่าสถิติของ โซลชา ในการกุมบังเหียน แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด อาจจะไม่ค่อยดีนักเวลาที่ทำศึก "แดงเดือด" ไม่ว่าจะในลีก หรือในฟุตบอลถ้วย แต่ก็ใช่ว่า ลิเวอร์พูล จะเหนือกว่าเวลาที่มาเยือน "โรงละครแห่งความฝัน"

 ผลงานล่าสุดทีมของกุนซือเจอร์เก้น คล็อปป์ บุกชนะ "เร้ด เดวิลส์" ด้วยสกอร์ 4-2 เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา แต่ในเกมนั้นต้องยอมรับว่า "หงส์แดง" ลงเล่นแบบไร้ผู้ชมทำให้พวกเขาไม่ต้องเจอแรงกดดันจากสาวก "เร้ด อาร์มี่" 

 จริงๆ แล้ว ลิเวอร์พูล ต้องเจอกับงานสุดหินเวลาที่ไปเยือนโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด เพราะหากไม่นับแมตช์เมื่อซีซั่นที่ผ่านมา พวกเขาสะกดคำว่าชนะไม่เป็นเมื่อต้องบุกปะทะคู่อริตลอดก่อน โดยทีมเก็บ 3 แต้มครั้งล่าสุดต้องย้อนไปเมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2014 ที่ชนะสกอร์ 0-3  

 แม้ในยุคที่ คล็อปป์ กุมบังเหียน  "เดอะ เร้ดส์" ฟอร์มจะยอดเยี่ยมก็ตาม แต่ทุกครั้งที่ต้องมาเยือนดินแดนแมนเชสเตอร์ พวกเขามักจะกลับบ้านด้วยผลการแข่งขันที่ไม่ค่อยน่าประทับใจเท่าไหร่นัก

 ฉะนั้นเกมสุดสัปดาห์นี้ตามหน้าเสื่อหลายคนยกให้ ลิเวอร์พูล เหนือกว่าก็ตาม แต่เรื่องศักดิ์ศรีแล้ว บอกได้เลยว่าแมตช์นี้สาวก "เดอะ ค็อป" อาจจะต้องลุ้นแบบบีบหัวใจทุกวินาทีเลยก็ว่าได้

2. ลุ้นบรูโน่ปั้นเกม


 จากรายงานที่ระบุว่า บรูโน่ แฟร์นันด์ส มีปัญหาบาดเจ็บในช่วงฝึกซ้อม และ โซลชา ยังเน้นย้ำว่าต้องลุ้นสภาพความฟิตของ จอมทัพทีมชาติโปรตุเกส ก็ต้องบอกว่าให้ฟังหูไว้หู เพราะอาจเป็นแท็กติกหลอกล่อให้ คล็อปป์ ประมาทก็ได้

 กระนั้นหากเกิดกรณีที่ บรูโน่ เจ็บจริงๆ ไม่สามารถลงสนามได้ ก็ต้องบอกว่าเป็นข่าวร้ายสำหรับ แมนฯ ยูไนเต็ด และเป็นข่าวดีของทีมเยือน เพราะคู่แข่งขาดตัวปั้นเกมชั้นยอด ซึ่งนั่นจะเป็นการตัดโอกาสเกมบุกของ "ปีศาจแดง" ไปเลยทีเดียว


 เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า บรูโน่ คือแข้งคีย์แมนที่คอยขับเคลื่อนเกมรุกของแมนฯ ยูไนเต็ด และมักจะมีจังหวะวางบอลสวย รวมทั้งแอสซิสต์ให้เพื่อนร่วมทีม ยิ่งเวลาที่ประสานงานกับ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ต้องบอกเลยว่าอันตรายทุกวินาที

 เชื่อว่า "น้าลูกอม" คงพร้อมที่จะเข้น เพลย์เมกเกอร์เลือดฝอยทอง ลงสนามเพราะการที่ทีมขาดเขาไป คงจะทำให้แดนกลางมีปัญหา แต่ถ้ามี บรูโน่ จับคู่กับ ปอล ป็อกบา งานนี้บอกเลยว่าแผงมิดฟิลด์ทีมเยือนต้องเจองานหนักชัวร์

3. เกมรับอาจตัดสินทุกอย่าง


 อย่างที่รู้ๆ กันอยู่ว่าทั้ง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และ ลิเวอร์พูล เป็นทีมที่มีผู้เล่นเกมรุกอันตรายมากๆ แต่กระนั้นสิ่งที่อาจจะตัดสินชัยชนะในแมตช์นี้อาจจะเป็นเกมรับของทั้งสองทีมก็ได้

 จริงๆ แล้วทั้ง "ปีศาจแดง" และ "หงส์แดง" มีปัญหาเรื่องการรับมือกับคู่ต่อสู้พอสมควรเพราะพวกเขามักจะเสียประตูบ่อยๆ อย่างในแมตช์ล่าสุดในเกมถ้วยใบโตยุโรปทั้งสองทีมต้องเสีย 2 ประตูให้กับคู่แข่ง

 กระนั้นหากมองตามคุณภาพของแผงแบ็กโฟร์ในเวลานี้ก็ต้องบอกว่าพวกเขามีดีกันคนละอย่าง ในส่วนคู่เซนเตอร์แบ็กแน่นอนว่า เฟอร์จิล ฟาน ไดค์ กับ โฌแอล มาติป กำลังเล่นได้เข้าฝักมีทั้งความแข็งแกร่งในเกมรับ และยังมีทีเด็ดในการช่วยเกมรุก ส่วนจุดอ่อนคงหนีไม่พ้นแบ็กขวา ฉะนั้นเจ้าบ้านมีสิทธิ์เน้นโจมตีฝั่งของ เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์


 ขณะที่ แมนฯยูฯ ก็ใช่ว่าจะดีเด่เพราะคู่เซนเตอร์แบ็กอย่าง แฮร์รี่ แม็กไกวร์ กับ วิคตอร์ ลินเดอเลิฟ มักจะพลาดบ่อยๆ โดยเฉพาะการรับมือกับลูกเซตพีซ ขณะที่แบ็กขวาอย่าง อารอน วาน-บิสซาก้า ก็อยู่ในช่วงฟอร์มหลุดเหมือนกันในเวลานี้

 แน่นอนว่าหากเกมรับเล่นผิดพลาดเพียงนิดเดียว โอกาสที่ทีมใดทีมหนึ่งจะต้องพบกับหายนะมีสูงเลยทีเดียว ฉะนั้นนี่เป็นจุดยุทธศาสตร์ที่ คล็อปป์ และ โซลชา จำเป็นต้องวางแท็กติกให้ดีที่สุด ไม่งั้นมีสิทธิ์น้ำตาตกได้

4.  เด เคอา vs อลีสซง คีย์แมนสำคัญของเกม

 หลายคนอาจจะมองว่าเกมรุกกับเกมรับคือจุดสำคัญในการตัดสินเกมนี้ แต่จริงๆ แล้วหากมองแบบเจาะลึกต้องบอกเลยว่าตัวแปรในแมตช์นี้คงจะหนีไม่พ้น ดาบิด เด เคอา และ อลีสซง เบ็คเกอร์ สองนายทวารสุดหนึบ

 ลองมองย้อนไปตั้งแต่ต้นฤดูกาลนี้ทั้ง เด เคอา และ อลีสซง มีส่วนอย่างมากที่ทำให้ แมนยู กับ ลิเวอร์พูล ได้ผลการแข่งขันที่ต้องการ โดยเฉพาะในรายของ โกลชาวสแปนิช ที่มีชอตซูเปอร์เซฟเหลือเชื่อหลายครั้ง เนื่องจากเกมรับมักจะปั้นเขาอยู่บ่อยๆ

 ขณะที่ อลิสซง ก็ช่วยให้ "หงส์แดง" รอดจากความพ่ายแพ้นับครั้งไม่ถ้วนเช่นกัน นี่จึงเป็นอีกจุดสำคัญที่สามารถพลิกชะตาชีวิตของเกมได้เลยทีเดียว ยิ่งถ้าหากทั้งคู่เกิดผีปลาหมึกเข้าสิง บอกเลยคู่แข่งคงยากจะซัดบอลเข้าไปซุกก้นตาข่าย


 เด เคอา ลงเล่นไปแล้ว 11 แมตช์ในทุกรายการในซีซั่นนี้รวมเบ็ดเสร็จก็ 990 นาที เก็บได้แค่ 1 คลีนชีต แถมเสียประตู 1 ประตูในทุกๆ 66 นาที แต่สถิติการผ่านบอลสำเร็จสูงถึง 88 เปอร์เซนต์

 ส่วน นายทวารทีมชาติบราซิล ลงเฝ้าเสาให้ต้นสังกัดไป 10 แมตช์ รวมแล้วก็ 900 นาที สามารถเก็บได้ถึง 4 คลีนชีต ขณะเดียวกันสถิติการเสีย 1 ประตูในทุกๆ 82 นาที และผ่านบอลสำเร็จ 83 เปอร์เซนต์

5. พลังแฝงโซลชาช่างน่ากลัว !!

 เรื่องฟอร์มการเล่นของทั้งสองทีมในเวลานี้อาจจะมีความแตกต่างกันเหลือเกิน แต่สิ่งหนึ่งที่แฟนบอลมองเห็นก็คือพลังแฝงของ โซลชา ที่มักจะแสดงออกมาให้เห็นในยามที่เขาเกิดวิกฤติขาเก้าอี้กุนซือสั่นคลอน

 ในแมตช์ล่าสุดที่รับมือ อตาลันตา หลายคนคงเห็นเต็มสองตาแล้วว่า แมนฯ ยูไนเต็ด เจียนอยู่เจียนไปในช่วง 45 นาทีแรก แต่หลังจากกลับมาลงเล่นในครึ่งหลัง สปิริตปีศาจแดง กลับมาสิงร่างนักเตะอีกครั้ง และจัดการกระซวกทีมเยือนอย่างน่าเหลือเชื่อ


 แน่นอนว่าการกระตุ้นของ โซลชา มีผลอย่างยิ่งต่อฟอร์มของ แมนฯ ยูฯ ในแมตช์ดังกล่าว แต่หลายคนก็ตั้งข้อสงสัยว่าก่อนหน้านี้ทำไม "น้าลูกอม" ถึงไม่สามารถกระตุ้นลูกทีมได้แบบนี้ แต่พอมีข่าวว่าจะโดนปลด ฟอร์มของทีมก็กลับตาลปัตรขึ้นมาทันที

 ฉะนั้นนี่เป็นพลังแฝงที่น่ากลัวสำหรับสาวก "เดอะ ค็อป" อย่าลืมว่าแม้ โซลชา จะไม่เคยเอาชนะ คล็อปป์ ได้เลยในการคุมทัพปะทะกันในพรีเมียร์ลีก นี่อาจจะเป็นพลังงานพิเศษของ "น้าลูกอม" ที่ต้องการเปลี่ยนแปลงสถิติก็ได้

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

TOP 5 ข่าวในรอบ 3 วัน

อัลบั้มภาพเด็ดๆ

More »

คลิปไฮไลท์

More »