ผลคะแนนและราคา 2 in 1 คะแนนในการแข่งสด ผลการแข่งขัน ตารางการแข่งขัน อัตราต่อรอง ข้อมูล คะแนนบาสเก็ตบอล
ฟุตบอล » พรีเมียร์ลีก อังกฤษ » ลิเวอร์พูล ไหวไหม? เช็คโอกาส 6 ทีมลุ้นท็อปโฟร์

ลิเวอร์พูล ไหวไหม? เช็คโอกาส 6 ทีมลุ้นท็อปโฟร์

Posted 11/03/2023 by siamsport

สำหรับตอนนี้บรรดาเกจลูกหนังต่างมองว่าการลุ้นแชมป์พรีเมียร์ลีก อังกฤษ เหลือแค่ อาร์เซน่อล กับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ แต่สำหรับการลุ้นท็อปโฟร์ดูเหมือนจะเข้มข้นมากกว่าเยอะ เพราะตอนนี้มีแคนดิเดตในการลุ้นโควตาสำคัญนี้ถึง 6 สโมสรเลยทีเดียว

สถานการณ์ของการลุ้นท็อปโฟร์มีความน่าสนใจอย่างมาก แม้ว่าในเวลานี้ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กับ ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ ยังคงเหนียวแน่นในอยู่ในอันดับ 3 และ 4 ก็ตาม แต่ ลิเวอร์พูล และ นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด ก็พร้อมที่จะปาดหน้าแซงได้เช่นกัน ขณะที่ ฟูแล่ม กับ ไบรท์ตัน แอนด์ โฮฟ อัลเบี้ยน ก็มีโอกาสที่จะเป็น "ตาอยู่" คว้าพุงปลาไปกินเช่นกัน

ฉะนั้นนับตั้งแต่วันนี้ไปจนถึงจบฤดูกาลยังเหลือเวลาอีก 2 เดือนครึ่ง และมีโปรแกรมที่ต้องลงสนามอีกอย่างน้อย 12 หรือ 13 แมตช์ (บางทีแข่งมากกว่า บางทีแข่งน้อยกว่า) แน่นอนว่าทุกอย่างสามารถเปลี่ยนแปลงได้ทันทีหากทีมใดทีมหนึ่งฟอร์มสะดุดทำแต้มหลุดมือ และอาจจะหมายถึงการพลาดท็อปโฟร์ไปเลยก็ได้

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

ลงเล่น : 25 เกม

คะแนน : 49 แต้ม

อันดับ : 3

5 เกมสำคัญ : นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด (เยือน), เบรนท์ฟอร์ด (เหย้า), น็อตติงแฮม ฟอเรสต์ (เยือน), เชลซี (เหย้า), สเปอร์ส (เยือน)

ดูตามหน้าเสื่อแล้ว แมนฯ ยูไนเต็ด ยังคงมีคะแนนนำ ลิเวอร์พูล 7 แต้ม แน่นอนว่าดูเหมือนจะเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยากที่พวกเขาจะพลาดโควตาสำคัญนี้ โดยเฉพาะฟอร์มการเล่นในบ้านที่โดดเด่น และถ้าพวกเขาเก็บชัยชนะในเกมสำคัญที่โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ได้ แน่นอนว่า "ผีแดง" คงจะได้หวนกลับไปเล่นในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก อีกครั้ง

ทั้งๆ ที่เป็นซีซั่นแรกที่ เอริค เทน ฮาก เข้ามากุมบังเหียน แต่เขามีโอกาสบรรลุเป้าหมายสำคัญนี้ทันที แม้พวกเขาจะเพิ่งโดน "หงส์แดง" ยำใหญ่ใส่ตับในเกม "แดงเดือด" เมื่อสุดสัปดาห์ที่แล้ว แต่มันก็แค่ความเจ็บช้ำชั่วคราวเท่านั้น และสามารถกลับมาฟื้นตัวได้อีกครั้งหลังไล่ต้อน เรอัล เบติส ในศึกยูโรปา ลีก

อย่างไรก็ตามหาก แมนฯ ยูไนเต็ด ดันไม่ฟื้นสภาพกับการเล่นเกมลีกที่จะพบ "นักบุญ" เซาธ์แฮมป์ตัน งานนี้อาจจะส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังโปรแกรมอื่นๆ ที่สำคัญพวกเขามีโปรแกรมหนักพบทั้ง สเปอร์ส และ เชลซี บอกเลยว่าอาจจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญก็ได้

แต่ถ้าลูกทีมของกุนซือเอริค เทน ฮาก สามารถกลับมาตั้งสติได้เหมือนในแมตช์ถลุง เบติส งานนี้ก็กำท็อปโฟร์เอาไว้ในมือได้เลย

ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์

ลงเล่น : 26 เกม

คะแนน : 45 แต้ม

อันดับ : 4

5 เกมสำคัญ :  เอฟเวอร์ตัน (เยือน), ไบรท์ตัน (เหย้า), นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด (เยือน), แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (เหย้า), ลิเวอร์พูล (เยือน)

สถานการณ์ของ สเปอร์ส ในเวลานี้บอกเลยว่าค่อนข้างน่าเป็นห่วงจริงๆ เพราะทีมกำลังอยู่ในช่วงฟอร์มร่วงอย่างน่าใจหาย แถมยังเกิดปัญหาภายในระหว่างอันโตนิโอ คอนเต้ และ ริชาร์ลิซอน ซึ่งนี่คือหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่อาจจะทำให้ทีมสะดุดได้เลยทีเดียว

"ไก่เดือยทอง" ย่ำแย่สุดๆ โดยในเกมแชมเปี้ยนส์ ลีก พวกเขาเพิ่งจะตกรอบ 16 ทีมสุดท้าย ด้วยน้ำมือของ เอซี มิลาน ขณะที่ในลีกก็แพ้ วูล์ฟแฮมป์ตัน วันเดอเรอร์ส จากนั้นก็โดน เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด เขี่ยตกรอบศึกเอฟเอ คัพ อีกต่างหาก

ต่อจากนี้ไป นายใหญ่ชาวอิตาเลียน ต้องกระตุ้นลูกทีมให้กลับมามีสติอยู่ในเกมลีกให้มากที่สุด เพราะพวกเขายังมีโปรแกรมหนักหลายแมตช์ และหากแต้มหลุดมือไปเกมหรือสองเกมนั่นอาจจะส่งผลกระทบต่อการลุ้นโควตาถ้วยใบโตยุโรปเลยทีเดียว

ที่สำคัญหากพวกเขาไม่ได้ไปเล่น แชมเปี้ยนส์ ลีก งานนี้แฟนบอลคงไม่ได้เห็น แฮร์รี่ เคน และ คอนเต้ อยู่ทำงานร่วมกันอีกต่อไป

ลิเวอร์พูล

ลงเล่น : 25 เกม

คะแนน : 42 แต้ม

อันดับ : 5

5 เกมสำคัญ : แมนฯ ซิตี้ (เยือน), เชลซี (เยือน), อาร์เซน่อล (เหย้า), สเปอร์ส (เหย้า), เบรนท์ฟอร์ด (เหย้า)

ถ้าจะมองในแง่บวกตอนนี้บอกเลยว่า ลิเวอร์พูล กำลังอยู่ในช่วงฮึกเหิมสุดๆ หลังจากที่พวกเขาเพิ่งเปิดรังแอนฟิลด์ ไล่ต้อน แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 7-0 เมื่อสุดสัปดาห์ก่อน และถ้าทีมสามารถรักษาโมเมนตัมแบบนี้เอาไว้ต่อไปก็มีโอกาสที่จะสร้างปาฏิหาริย์ได้เช่นกัน

ฟอร์มของ "หงส์แดง" อยู่ในช่วงขาขึ้นเมื่อพวกเขาไม่เสียประตูจากการเล่น 5 เกมลีกที่ผ่านมา แถมยังตะบันไปถึง 13 ประตู สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่า เจอร์เก้น คล็อปป์ สามารถนำ "เดอะ เร้ดส์" กลับมาแข็งแกร่งในเกมรับ และเฉียบคมในเกมรุก

อย่างไรก็ตามจุดเปลี่ยนสำคัญของพวกเขาก็คือโปรแกรมที่สุดหิน เพราะตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย. "เดอะ เร้ดส์" ต้องไปเยือน "เรือใบสีฟ้า" ที่เอติฮัด สเตเดี้ยม ตามด้วยการพบกับ เชลซี, อาร์เซน่อล และสเปอร์ส งานนี้บอกเลยว่ารากเลือดสุดๆ สำหรับ ลิเวอร์พูล

กระนั้นก็มีข้อดีเพราะตอนนี้โมเมนตัมของทีมกลับมาแล้ว แถมผู้เล่นคีย์แมนก็ค่อยๆ ฟื้นคืนชีพในช่วงเวลาสำคัญพอดีเป๊ะ อย่าลืมว่า ลิเวอร์พูล เคยเจอสถานการณ์ลุ้นท็อปโฟร์แบบรากเลือดมาแล้วเมื่อ 2 ปีก่อน และสุดท้ายก็ทำได้สำเร็จ

นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด

ลงเล่น : 24 เกม

คะแนน : 41 แต้ม

อันดับ : 6

5 เกมสำคัญ : แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (เหย้า), สเปอร์ส (เหย้า), เอฟเวอร์ตัน (เยือน), อาร์เซน่อล (เหย้า), ลีดส์ (เยือน)

 นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด กำลังเจอกับช่วงเวลาน่าผิดหวัง เมื่อพวกเขาสะกดคำว่าชัยชนะไม่ได้เลย 5 แมตช์ติดต่อกัน และยิงได้แค่สามประตูเท่านั้นใน 8 เกมหลังสุด กระนั้นในแมตช์ที่แพ้ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ 0-2 เมื่อวันเสาร์ที่แล้ว พวกเขาแสดงสัญญาณบางอย่างให้เห็นว่าสามารถที่จะกลับมาอยู่ในฟอร์มที่ดีเยี่ยมได้เหมือนช่วงต้นซีซั่น

ในแมตช์กับ "เรือใบสีฟ้า" กองกลาง และแนวรุกแสดงให้เห็นการเล่นที่ดุดัน และสามารถสร้างโอกาสในการยิงประตูได้หลายครั้ง แต่น่าเสียดายที่แนวรุกขาดความเฉียบคม ไม่อย่างนั้นทัพ "สาลิกาดง" น่าจะได้อะไรที่มากกว่าศูนย์แต้มในเกมดังกล่าว

สิ่งสำคัญก็คือ เอ็ดดี้ ฮาว กุนซือ "เดอะ แม็กพายส์" จะต้องกระตุ้นลูกทีมให้รักษาฟอร์มการเล่นแบบนี้ต่อไป แต่จะต้องปรับแก้ในเรื่องการเล่นเกมบุกที่เฉียบคมเพื่อที่จะกลับมาคว้าชัยชนะให้ได้อีกครั้ง ที่สำคัญถ้า นิวคาสเซิ่ล สามารถคว่ำ วูล์ฟส์ ได้ในช่วงสุดสัปดาห์นี้ น่าจะทำให้ทีมกลับมาอยู่ในจุดที่มั่นใจอีกครั้ง

ฟูแล่ม

ลงเล่น : 25 เกม

คะแนน : 39 แต้ม

อันดับ : 7

5 เกมสำคัญ : อาร์เซน่อล (เหย้า), แอสตัน วิลล่า (เยือน), เวสต์แฮม ยูไนเต็ด (เหย้า), แมนเชสเตอร์ ซิตี้ (เหย้า), แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (เยือน)

อะไรก็ตามที่พวกเขาได้หลังจบฤดูกาลต้องบอกว่าเป็นโบนัสสำหรับกุนซือมาร์โก ซิลวา ซึ่งสมควรอย่างยิ่งที่จะได้รับการพิจารณาคว้าตำแหน่งผู้จัดการทีมแห่งปีเลยทีเดียว เพราะผลงานของ ฟูแล่ม ต้องบอกว่าเหนือความคาดหมายอย่างแท้จริง

พวกเขาเล่นได้อย่างยอดเยี่ยมในช่วงที่ผ่านมา แต่น่าเสียดายในแมตช์วันจันทร์ที่ดันแพ้ เบรนท์ฟอร์ด ส่งผลให้โอกาสในการลุ้นท็อปโฟร์สะดุดไปบ้าง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาจะหมดลุ้นซะทีเดียว ฉะนั้น ซิลวา กับลูกทีมยังมีความหวังที่จะสร้างเซอร์ไพรส์ก็ได้

แม้ว่าการลุ้นคว้าโควตาไปเล่นแชมเปี้ยนส์ ลีก อาจจะค่อนข้างยากไปบ้าง แต่การได้ตั๋วไปลุยเกมยูโรปา ลีก มีความเป็นไปได้สูงเลยทีเดียว ฉะนั้นต้องบอกเลยว่าบรรดาแฟนบอล "เจ้าสัวน้อย" คงแฮปปี้สุดๆ เพราะทีมเพื่งจะได้เลื่อนชั้นแต่กำลังจะได้โบนัสก้อนโตหลังจบซีซั่นนี้

ไบรท์ตัน แอนด์ โฮฟ อัลเบี้ยน

ลงเล่น : 23 เกม

คะแนน : 38 แต้ม

อันดับ : 8

5 เกมสำคัญ : คริสตัล พาเลซ (เหย้า), สเปอร์ส (เยือน), เชลซี (เยือน), แมนเชสเตอร์ ซิตี้ (เหย้า), อาร์เซน่อล (เยือน)

ไบรท์ตัน แอนด์ โฮฟ อัลเบี้ยน มีข้อได้เปรียบ สเปอร์ส ก็คือการที่พวกเขาแข่งน้อยกว่า 3 เกม และตามหลังเพียงแค่ 7 แต้มเท่านั้น งานนี้บอกเลยว่า "เดอะ ซีกัลส์" มีโอกาสเป็นไปได้เช่นกันที่พวกเขาจะสร้างเซอร์ไพรส์คว้าโควต้าสำคัญ

โรแบร์โต้ เด แซร์บี้ สร้าง ไบรท์ตัน ได้อย่างแข็งแกร่งและทำให้พวกทีมใหญ่ๆ ต้องเจอกับงานหนักเมื่อปะทะกับพวกเขา ไม่เชื่อลองถาม ลิเวอร์พูล ดูได้ว่าเจอพิษสงของ "นกนางนวล" จนง่อยรับประทานมาแล้ว แต่ข้อเสียของพวกเขาก็คือการขาดความคงเส้นคงวา

ก่อนหน้านี้ในเกมลีก ไบรท์ตัน แพ้ ฟูแล่ม อย่างน่าเหลือเชื่อ แต่สามารถเรียกฟอร์มด้วยการชนะ สโต๊ค ซิตี้ ในเกมเอฟเอ คัพ ตามด้วยไล่ถลุง "ขุนค้อน" เวสต์แฮม ยูไนเต็ด ฉะนั้นสิ่งสำคัญก็คือ เด แซร์บี้ ต้องพยายามนำทีมเล่นให้ได้อย่างสม่ำเสมอเพื่อโอกาสคว้าตั๋วไปเล่นฟุตบอลถ้วยยุโรป ส่วนจะถ้วยใบเล็กหรือใบใหญ่ ก็ต้องดูที่ความคงเส้นคงวาของทีมเท่านั้น

คาดการณ์อันดับหลังจบฤดูกาล 2022/2023

อันดับ 3 แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

อันดับ 4 ลิเวอร์พูล

อันดับ 5 สเปอร์ส

อันดับ 6 ไบรท์ตัน แอนด์ โฮฟ อัลเบี้ยน

อันดับ 7 นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด

อันดับ 8 ฟูแล่ม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

TOP 5 ข่าวในรอบ 3 วัน

อัลบั้มภาพเด็ดๆ

More »

คลิปไฮไลท์

More »