ผลคะแนนและราคา 2 in 1 คะแนนในการแข่งสด ผลการแข่งขัน ตารางการแข่งขัน อัตราต่อรอง Match Center ข้อมูล คะแนนบาสเก็ตบอล
ฟุตบอล » พรีเมียร์ลีก อังกฤษ » แดงเดือดไล่ป็อกบา! ซาลาห์3ตุง-ลิเวอร์พูลบุกยำแมนยูเละทำโซลชาไร้เงาหัว

แดงเดือดไล่ป็อกบา! ซาลาห์3ตุง-ลิเวอร์พูลบุกยำแมนยูเละทำโซลชาไร้เงาหัว

Posted 25/10/2021 by siamsport

ประหยัดไฟเบอร์ห้า แมนฯ ยูไนเต็ด กลับคืนสู่ฟอร์มน่าอนาถอีกครั้ง แถมงวดนี้อาการโคม่าหนักสุดเมื่อโดน ลิเวอร์พูล บุกมาหยามถึงถิ่น และเสียประตูง่ายเป็นเข่งตามเคยก่อนแพ้คู่ปรับตลอดกาลไปแบบขาดลอย 5-0 เป็นแฮททริคของ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ แถม ปอล ป็อกบา ตัวสำรองเจ้าบ้านได้ใบแดงตั้งแต่ต้นครึ่งหลังอีกด้วยจากการฟาดแข้งฟุตบอล พรีเมียร์ลีก นัดบิ๊กแม็ตช์เมื่อวันอาทิตย์ที่ 24 ต.ค. ส่งผลให้ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา กุนซือ อสูรแดง มีแววใกล้โดนปลดเต็มแก่แล้วเนื่องจากคุมทีมรั้งอันดับเจ็ด ขณะที่ เร้ด แมชีน กลับไปเป็นรองจ่าฝูง ตามหลัง แมนฯ ซิตี้ แต้มเดียว

ฟุตบอล พรีเมียร์ลีก อังกฤษ
วันอาทิตย์ที่ 25 ตุลาคม 2564
แมนฯ ยูไนเต็ด  0   -   5 ลิเวอร์พูล

 

สนาม : โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด

     ศึกวันแดงเดือดเกมพรีเมียร์ลีกคืนวันอาทิตย์ที่ 24 ต.ค. แมนฯ ยูไนเต็ด มีเซอร์ไพรส์ได้ เฟร็ด , มาร์คัส แรชฟอร์ด และ บรูโน่ แฟร์นันด์ส หายเจ็บทันเวลาทั้งหมด ยกเว้น ราฟาแอล วาราน โอเล่ กุนนาร์ โซลชา จึงมั่นใจใน 11 ขุนพลจากเกมเฝ้าบ้านคว่ำ อตาลันต้า 3-2 ในถ้วย แชมเปี้ยนส์ลีก ทำให้ ปอล ป็อกบา นั่งเป็นตัวสำรองต่อ ขณะที่ ลิเวอร์พูล ขาด ฟาบินโญ่ ที่เจ็บเข่าเล็กน้อย และ ดร็อป ซาดิโอ มาเน่ กับ โฌแอล มาติ๊ป ไปนั่งข้างสนามโดยปรับให้ ดีโอโก้ โชต้า ที่ฟิตสมบูรณ์แล้วออกสตาร์ตร่วมกับ อิบราฮิม่า โกนาเต้

     หงส์แดง ชิงเล่นเกมรุกเข้าใส่ก่อน แต่นาทีที่ 4 น่าจะเสียประตูตั้งแต่หัววันเมื่อโดนเจ้าบ้านตัดเกมแล้ว คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ป้ายบอลจากกราบซ้ายเข้ากลางให้ เมสัน กรีนวู้ด ตบออกขวา แต่ บรูโน่ แฟร์นันด์ส ทำเสียของเหลือเชื่อกดจาก 14 หลาไม่มีใครคุมโด่งหลุดกรอบไปบาน

     และแล้วนาทีต่อมา ลิเวอร์พูล ก็คลำเป้าได้สำเร็จเมื่อแผงหลัง ผีแดง เปิดรูเบ้อเริ่มให้ โม ซาลาห์ จึงรับบอลมาจ่ายเข้าเขตโทษให้ นาบี เกอิต้า หลุดเดี่ยวไปแปเรียดนิ่มๆระยะ 12 หลาผ่านการพยายามใช้ขาเซฟของ ดาบิด เด เคอา พา หงส์แดง บุกมานำ 1-0

     ขยับมานาทีที่ 10 แมนฯ ยูไนเต็ด ได้เสียวอีกหนเมื่อ เฟร็ด แย่งบอลได้แล้ว มาร์คัส แรชฟอร์ด เกี่ยวไปยิงไกลเต็มข้อทันทีจาก 30 หลาส่งบอลเฉี่ยวเสาแรกออกไปไม่เยอะ

     อย่างไรก็ดี นาทีที่ 13 เกมรับที่สับสนของเจ้าบ้านก็เปิดทางให้ทีมเยือนเพิ่มสกอร์ได้อีกเม็ดจากบอลโด่งทางซ้ายที่ลอยมาหน้าเขตโทษแล้ว ลุค ชอว์ ไปเกะกะกับ แฮร์รี่ แม็กไกว์ กันเอง เกอิต้า จึงสบช่องไหลออกทางขวาโดยมี เทรนท์ อเล็กซานเดอร์ อาร์โนลด์ ปาดมาหน้าประตูอีกที ดีโอโก้ โชต้า จึงปรี่สไลด์เข้าฮอสห้าหลาพา เร้ด แมชีน ทิ้งห่าง 2-0 ชนิดที่ เด เคอา หมดสิทธิ์ป้องกัน

    ล่วงมาถึงนาทีที่ 23 หลังจากต่อบอลหาช่องกันอยู่นาน แฟนบอล ปีศาจแดง ก็ได้ฮือฮาเมื่อ สกอตต์ แม็คโทมิเนย์ ก็ผ่านบอลขึ้นทางซ้ายให้ ลุค ชอว์ ลองตะบันจากริมเขตโทษเฉี่ยวเสาไกลออกไปแบบมีเสียว
 
     แต่แล้วอีกสามนาทีให้หลัง เจมส์ มิลเนอร์ ดาวเตะสารพัดประโยนช์ของ ลิเวอร์พูล ก็ล้มเจ็บเล่นต่อไม่ได้ ต้องเดินออกไปให้ เคอร์ติส โจนส์ ลงเสียบแทน และถึงนาทีที่ 28 กรีนวู้ด ก็ได้บอลจาก แฟร์นันด์ส แล้วลองพลิกยิงจากหน้าเขตโทษด้านขวาทำเอา อลิสซง ต้องกระโจนปัดทิ้ง

     ผีแดง น่าจะโดนเข่นเม็ดสามในนาทีที่ 32 จากจังหวะที่ มาร์คัส แรชฟอร์ด ทำบอลทะลักจากกลางสนามกลับเข้าแดนตัวเอง ซาลาห์ จึงตามไปเก็บกระชากเข้าเขตโทษด้านขวาแบบหลุดเดี่ยวก่อนซัดมุมแคบติดหน้าอก เด เคอา ที่ออกมาบล็อค
 
    ในที่สุดนาทีที่ 37 โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ก็เงียบกริบเหมือนป่าช้าตอนตีสามจากจังหวะที่ ลิเวอร์พูล ต่อบอลสั้นหลายทอดแล้ว ซาลาห์ ตะบันจากหน้าเขตโทษแฉลบ แม็กไกวร์ เกอิต้า จึงตามไปเก็บทางขวาแล้วไหลมาเสาแรกให้ดาวยิงอียิปต์ทะยานเข้าจิ้มบอลระยะหกหลาเสียบเสาแรกพาทีมเยือนนำห่าง 3-0 โดย ซาลาห์ สร้างสถิติเป็นคนแรกที่ยิงได้ในโรงละครแห่งความฝันสามนัดติดต่อกันอีกด้วย

      ดวลกันมาถึงนาทีที่ 41 ชอว์ ก็โดนจดชื่อเป็นคนแรกของเกมจากจังหวะดึง โรแบร์โต้ ฟีร์มิโน่ กระทั่งในช่วงทดเวลา แฟร์นันด์ส ก็ไหลบอลเข้าเขตโทษด้านขวาให้ โรนัลโด้ หลุดไปเข่น แต่ อลิสซง ถลันออกมาเร็วจึงบล็อคได้ทัน และมี โจนส์ ตามไปเก็บตกแถวมุมธงแล้วถูก โรนัลโด้ ที่ออกอารมณ์หงุดหงิดเข้าทำฟาวล์จนคว่ำ แถมสตาร์เลือดฝอยทองเตะบอลใส่คู่กรณีที่ล้มคร่อมบอลอยู่จึงโดนจดชื่อตามระเบียบ

     ถัดมาอีกพริบตาเดียว  เฟร็ด ก็รับใบเหลืองไปอีกรายเมื่อเล่นอันตรายยกเท้าสูงในจังหวะที่ เกอิต้า พยายามใช้หัวโขกบอล และขณะที่ต่อเวลากันมาถึงนาทีที่ 50 ประวัติศาสตร์ก็เกิดขึ้นเมื่อ ปีศาจแดง โดนบอมบ์สี่เม็ดในเกมแดงเดือดตั้งแต่ครึ่งแรกจากการผ่านบอลหน้าเขตโทษของ ฟีร์มิโน่ ที่เปิดทางสะดวกให้ ซาลาห์ ที่รออยู่ทางด้านขวาแบบโล่งๆปราดเข้าแปแบบสบายๆเสียบเสาแรก จบครึ่งแรก ลิเวอร์พูล จึงบุกมานำแบบขาดลอย 4-0 ทำเอาสาวก ปีศาจแดง โห่ใส่ โซลชา ดังกระหึ่มขณะกุนซือชาวนอรเวย์เดินกลับเข้าอุโมงค์

     ครึ่งหลัง แมนฯ ยูไนเต็ด ปล่อย ป็อกบา ลงไปแทน กรีนวู้ด แต่แค่นาทีแรก แฟร์นันด์ส ไปสอย โจนส์ กลิ้งแถวริมสนามทำให้ได้ใบเหลืองอีกราย และถึงนาทีที่ 50 ป็อกบา ก็เล่นเชื่องช้าโดนรุมแย่งบอลแถงกลางสนามทำให้ จอร์แดน เฮนเดอร์สัน จ่ายจังหวะเดียวแบบไซด์ก้อยให้ ซาลาห์ หลุดเดี่ยวเข้าเขตโทษด้านขวาไปยิงผ่าน เด เคอา พา หงส์แดง นำลิ่ว 5-0 เป็นแฮททริคของสตาร์มัมมี่

     เขี่ยบอลใหม่มาถึงนาทีที่ 52 แม็กไกวร์ ใช้การวางยาวจากวงกลมกลางสนามให้ โรนัลโด้ หลุดไปลากหนี เทรนท์ อเล็กซานเดอร์ อาร์โนลด์ จากกราบขวาเข้าเขตโทษแล้วซัดลูกโค้งตุงตาข่ายที่เสาไกล แต่มีวีเออาร์ยืนยันว่า โรนัลโด้ ล้ำหน้า

     ขยับมานาทีที่ 55 แม็กไกวร์ แหย่ขาเกี่ยว โชต้า ล้มหน้าเขตโทษจึงได้ใบเหลือง แถมอีกสี่นาทีต่อมา ป็อกบา ไปยันใส่ข้อเท้าขวาของ เกอิต้า เลยได้ใบเหลืองชนิดหมดสิทธิ์เถียง แต่ผู้ตัดสินได้รับสัญญาณให้วิ่งออกไปเช็ควีเออาร์ และเปลี่ยนมาแจกใบแดงให้กองกลางทีมชาติฝรั่งเศสแทน ขณะที่ เกอิต้า โดนหามลงเปลออกไปโดยมี อเล็กซ์ อ็อกซ์เลด แชมเบอร์เลน ลงเล่นแทน

     โซลชา แก้ไขสถานการณ์โดยเปลี่ยน แฟร์นันด์ส กับ แรชฟอร์ด ออก และส่ง ดีโอโก้ ดาโลต์ กับ เอดินสัน คาวานี่ ลงสนามในนาทีที่ 63 กระทั่งนาทีที่ 71 อเล็กซานเดอร์ อาร์โนลด์ เติมขึ้นมากระทุ้งหน้าเขตโทษด้านขวา ทำเอา เด เคอา ต้องออกแรงปัดหลุดกรอบ

      ผ่านมาถึงนาทีที่ 77 เจอร์เก้น คล็อปป์ ก็ส่ง มาเน่ ลงสนามแทน ฟีร์มิโน่ จวบจนนาทีที่ 83 แมนฯ ยูไนเต็ด ก็ได้ลูกฟรีคิกทางขวา และเป็น แม็คโทมิเนย์ ที่โขกตั้งให้ คาวานี่ เข้าฮอสเหน่งๆสี่หลา แต่บอลกระทบขา แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน แล้วลอยไปชนคาน

     นาทีที่ 86 อาร่อน วาน บิสซาก้า ได้ใบเหลืองอีกรายข้อหาทำฟาวล์ โชต้า แถวกลางสนาม จบเกม ผีแดง จึงแพ้ หงส์แดง คารังชนิดดูไม่จืด 5-0 และน่าจะทำให้ โซลชา ใกล้โดนปลดเต็มทีแล้วโดยเกมต่อไป แมนฯ ยูไนเต็ด มีคิวบุกไปเยือน สเปอร์ส ในเกมลีก ก่อนต้องบินไปฟาดเกือกกับ อตาลันต้า ในเกม แชมเปี้ยนส์ลีก รอบแบ่งกลุ่ม ตามด้วยเปิดรังซดกับ แมนฯ ซิตี้

 

รายชื่อผู้เล่นที่ลงสนาม

     แมนฯ ยูไนเต็ด (4-2-3-1) : ดาบิด เด เคอา  - อาร่อน วาน บิสซาก้า , วิคตอร์ ลินเดอเลิฟ , แฮร์รี่ แม็กไกวร์ , ลุค ชอว์ - เฟร็ด , สกอตต์ แม็คโทมิเนย์ - บรูโน่ แฟร์นันด์ส (เอดินสัน คาวานี่ น.63)  , เมสัน กรีนวู้ด (ปอล ป็อกบา น.46)  , มาร์คัส แรชฟอร์ด (ดีโอโก้ ดาโลต์ น.63) - คริสเตียโน่ โรนัลโด้

     ลิเวอร์พูล (4-3-3)  : อลิสซง - เทรนท์ อเล็กซานเดอร์ อาร์โนลด์ , อิบราฮิม่า โกนาเต้ , เฟอร์จิล ฟาน ไดค์ , แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน - จอร์แดน เฮนเดอร์สัน , เจมส์ มิลเนอร์ (เคอร์ติส โจนส์ น.26)  , นาบี เกอิต้า (อเล็กซ์ อ็อกซ์เลด แชมเบอร์เลน น.64) - ดีโอโก้ โชต้า , โมฮาเหม็ด ซาลาห์ , โรแบร์โต้  ฟีร์มิโน่ (ซาดิโอ มาเน่ น.77)

     ผู้ตัดสิน : แอนโธนี่ เทย์เลอร์

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

TOP 5 ข่าวในรอบ 3 วัน

อัลบั้มภาพเด็ดๆ

More »

คลิปไฮไลท์

More »